วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

สะพานภูมิพล

ภาพสะพานภูมิพล ถ่ายจากท่าเรือบางกอก สแควร์, ถนนพระราม 3, กรุงเทพฯ   เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลา 13:22 น. ผู้เขียน : Tombass

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ได้ฤกษ์อัพเดท Theme ใหม่ของกับ Blogger ซะที

หลังจากทิ้งให้บล็อคที่ Blogspot.com (Blogger) กลายเป็นบล็อคร้างมานานกว่าครึ่งปีก่อนที่จะมาเข้าโพสนี้ เพราะว่าไปศึกษา Wordpress อยู่นั่นเอง โดยมากจะไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนที่หน้า Control Panel ของ Blogspot อยู่แล้วเพราะจะไปเขียนใน Windows Live Writer ซะมากกว่า สะดวกดี ใช้ง่ายเพราะเป็นคนค่อนข้าง Lo-Tech อยู่ด้วยเลยขอแบบง่ายๆ ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน

แรกๆ ก็ใช้ Scribefire ที่เป็น add-on บน Browser สุดฮิตอย่าง Firefox แต่มาหลังๆ Scibefire เริ่มมีปัญหากับการแสดงผลในภาษาไทย ลองพยายามแก้ไขอยู่สักพักก็ถอดใจหันไปโหลดเอา WLW มาใช้แทนเริ่มปรับ Feeling ในการใช้งานใหม่หมดแต่ด้วย UI ที่เข้าใจง่ายทำให้สามารถใช้งานต่อได้โดยไม่มีสะดุดอารมณ์

แล้วก็เมื่อวานนี้ โน้ตบุ๊คเสียจากปุ่ม Power ไม่ทำงานเลยส่งซ่อมไป ก็เป็นสาเหตุให้ได้กลับมาใช้เครื่อง Desktop อีกครั้ง เลยมีโอกาสอัพเดท Config ของ WeBlog แต่ละผู้ให้บริการที่ใช้อยู่ แล้วก็ได้มาเห็นว่ามี Theme ใหม่ ให้ใช้เพิ่มขึ้นจากเดิมๆ ที่ไม่ได้สนใจจะเลือกอะไรใช้มันไปอย่างนั้น ก็ได้เข้าไปใน Control Panel ของ Blogspot ทำให้เพิ่งจะรู้ว่ามี Widget ให้เลือกใช้ได้ด้วย อืมมม .. ลองเล่นดูซิ ชักเพลิน สนุกดีเหมือนกัน ให้เราปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมอะไรต่ออะไรได้อีกเยอะแยะ ก็เอาใหญ่เลยคราวนี้

เรื่องของเรื่อง ก็ตามเข้ามาจากที่เห็นของเพื่อนสมาชิก Bloggang ใน Pantip.com เค้าทำเอาบล็อคไว้ที่ Blogspot เหมือนกันเรา แต่เค้าทำไว้ซะสวยเลยเชียว ทำไมของเรามันดูเชยๆ ยังไงพิกล ก็เลยต้องหาเรื่องเข้ามาอัพเดทนี่แหละ

จนสุดท้ายก็เลยออกมาเป็นแบบที่เห็นอยู่นี้แหละ อีกทั้งเข้ามาอัพเดทใน WLW ด้วยทำให้เขียนสะดวกขึ้น เพราะของเดิมสีพื้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ตัวอักษรสีดำ แหมๆ กว่าจะเขียนจบก็เพ่งแล้วเพ่งอีกจนตาแทบจะหลุด พอเปลี่ยน Theme ใหม่มีรูปภาพสวยๆ เป็น BG พื้นที่บริเวณที่เขียนก็เป็นตัวอักษรสีดำ บน BG สีขาว ดูสบายตายิ่งนักทีเดียวเชียวล่ะ แหมมมม .. รู้อย่างนี้ ตรูน่าจะปลี่ยนตั้งนานแร๊วววว .. น่าน ๆๆ ยังอุตส่าห์เอามาเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความขี้เกียจในการเขียนบล็อคซะได้อีกเนอะ

เอาล่ะ จากวันนี้ก็จะเริ่มอัพเดทบล็อคที่นี่ไปพร้อมๆ กับที่อื่นๆ ด้วยเลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องกลายเป็นบล็อคร้างแบบที่ผ่านมาอีก แต่คงต้องค่อยๆ เรียบเรียงและจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ลองค่อยๆ ติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ แล้วกันนะครับ

ขอบคุณที่อุตส่าห์เข้ามาอ่านกัน ฟังผมบ่นไปเรื่อย อย่าเพิ่งรำคาญกันซะก่อนนะครับ

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลา 04:48 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไปแก้ชงกับคุณย่าเอแคลร์ .. ที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2

 

เมื่อวานนี้ (วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2554) คุณย่าเอแคลร์ให้พาไปวัดบรมราชาฯ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) จะไปแก้ชงซักหน่อยก่อนจะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันพฤหัสบดีหน้า (17 มีนาคม 2554) ก็เลยเริ่มออกเดินทางกันประมาณ 11 โมงกว่า ขับไปเรื่อยๆ ตามถนนนวมินทร์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเกษตร-นวมินทร์ ตรงไปยาวๆๆๆๆๆๆ ลอดอุโมงค์แยกเกษตร-พหลโยธิน ข้ามถนนวิภาวดี ข้ามแยกพงษ์เพชร ข้ามแยกแคราย ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า ข้ามแยกถนนราชพฤกษ์-นครอินทร์ เลี้ยวขวาเข้าบางบัวทอง ตรงเข้าไปอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายเข้าไปเจอวัดเลี้ยวซ้ายอีกทีเข้าที่จอดรถของทางวัด หาที่จอดเอาตามอัธยาศัย ว่างอย่างมากมายเพราะมาในวันธรรมดา

  
นั่งคอยคุณย่าเขียนชุดสะเดาะเคราะห์ / ที่จอดรถว่างมากมาย

ไปถึงวัดประมาณเที่ยงตรง วันนี้โชคดีได้ที่จอดรถมีหลังคาไม่ร้อนสบายเลยเรา หลังจากจอดรถเป็นที่เรียบร้อยก็เดินเข้าไปที่ด้านล่างของอาคารซึ่งมีป้ายแสดงคำแนะนำขั้นตอนในการทำบุญแบบต่างๆ ตามที่ต้องการ สะดวกสบายมากไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่ถูก หรือต้องไปยืนบื้อทำอะไรไม่เป็น มีเจ้าหน้าที่ (พระ) คอยให้คำแนะนำตลอดในทุกจุด คุณย่าก็ไปซื้อชุดสะเดาะเคราะห์ 3 ชุดๆ ละ 100 บาท แล้วก็เขียนให้เรียบร้อยทั้งชื่อคุณย่า, คุณอาแล้วก็คุณลุงด้วย จากนั้นไปหยิบธูปชุดละ 3 ดอกแล้วเดินขึ้นชั้นสอง ไปจุดธูปปักที่กระถางด้านนอกแล้วเข้าไปไหว้และทำพิธีตามความเชื่อ ปัดๆๆๆ ออกจากตัว ป๊ะป๋าทำแทนคุณอาเลยไม่ต้องปัด คุณย่าทำแทนคุณลุงก็ไม่ต้องปัด แต่ทำให้ตัวเองต้องปัดออกนะ เรียบร้อยแล้วก็เอาไปใส่กล่องด้านหน้า เสร็จแล้วขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อไหว้พระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ แล้วเดินอ้อมไปด้านข้างเพื่อจุดเทียนแดงและเอาเหรียญไปหยอดทำบุญ จากนั้นเดินต่อไปถึงด้านหลังสู่วิหารเพื่อไหว้เจ้าแม่กวนอิมและขึ้นอีกชั้นสู่วิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ ไหว้พระเรียบร้อย อิ่มเอิบได้บุญกันถ้วนหน้า

 

 
เทพเจ้าไท่ส่วยเอี๊ยะ ใครจะแก้ชงต้องมาแก้กันที่นี่เลย

 
ชื่อเต็มคือ “วัดบรมราชากาษจนาภิเษกอนุสรณ์” หรือที่เราเรียกกันว่า “วัดเล่งเน่ยยี่ 2” นั่นเอง

 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์

 
เอาเหรียญมาหย่อนลงในนี้แหละ

 
องค์เจ้าแม่กวนอิม

  
จากวิหารเจ้าแม่กวนอิม เดินขึ้นมาชั้นบนก็จะเป็น “วิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ” มีพระพุทธรูปนับหมื่นประดิษฐานอยู่เต็มผนังทุกด้าน

  
ให้คุณย่าถ่ายรูปเอแคลร์กับป๊ะป๋า / ว่าแต่คุณย่า ทำไมถึงได้ถือกล้องกลับด้านแบบนั้นล่ะ ?

 

  
หลังคาของวิหารแต่ละแห่ง มีประติมากรรมอ่อนช้อยงดงามมาก

 
จุดธูปไหว้พระไหว้เจ้ากัน จะได้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง

เสร็จเรียบร้อยประมาณบ่ายโมงเศษๆ ก็ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว ออกจากวัดก็ใช้เส้นทางเดิมปริมาณรถยังไม่หนาแน่นเคลื่อนตัวได้แบบสบายๆ มาถึงถนนเลียบทางด่วนรามอินทราประมาณบ่ายสองเศษๆ เลยเลี้ยวซ้ายไปเพื่อแวะให้คุณย่าซื้อต้นไม้มาปลูกซักหน่อย กว่าจะกลับถึงบ้านก็บ่ายสามกว่าๆ แล้ว เพิ่งได้มาดูข่าวเรื่องแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น แล้วคลื่นสึนามิก็โหมกระหน่ำซัดเข้าญี่ปุ่นจนราบเป็นหน้ากลอง เห็นภาพแล้วตกใจมาก เป็นมหันตภัยร้ายแรงสุดๆ ในช่วง 2-3 ปีนี้เลย

ดูภาพ http://healthmap.files.wordpress.com/2011/03/tsunami-japan-2011.jpg?w=485&h=313
ลิ้งค์เนื้อหาของภาพ http://healthmap.wordpress.com/

หากเป็นเพราะไปแก้ชงมาเลยแคล้วคลาดจากภัยครั้งนี้ มิฉะนั้นหากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าที่คุณย่ากับคุณอาอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคงจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากๆ เลยทีเดียว ด้วยบุญบารมีที่ทำในวันนี้ช่วยทำให้แคล้วคลาดจากเรื่องร้ายๆ ไปได้โดยปลอดภัย

JAPAN, We’ll alway with you นะครับ ..

หากสนใจจะรับชมภาพชุดไปแก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2 ในครั้งนี้เพิ่มเติม กรุณาติดตามชมได้ตามลิ้งด้านล่างนี้

https://plus.google.com/u/1/photos/103736898918551133698/albums/5863024265306188673

ขอแสดงความขอบคุณและยินดีมากๆ ที่ติดตามรับชมเรื่องราวของผมนะครับ

 

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลา 17:58 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไปแก้มือตามสัญญา .. ถ่ายสะพานภูมิพลอีกรอบนึง

 

คราวก่อนที่แอบออกไปถ่ายภาพสะพานภูมิพลมาโพสลงบล็อคไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 แต่ได้ภาพมามุมเดียวเพราะมัวแต่กินๆๆๆ ขืนชักช้าก็จะอดซะก่อน คราวนี้ก็เลยต้องแอบๆ ไป ไม่บอกใครไม่ชวนใคร จะได้ไม่ต้องมามัวพะวงเรื่องกินอีก คราวนี้เลยเดินถ่ายรูปได้ทั่วๆ เรือ ก็เลยได้ภาพตึกธนาคารกสิกรไทย ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เวลาขับรถข้ามสะพานพระราม 9 จากมุมนี้จะเห็นสะพานแขวนอยู่ลิบๆ โดยมีตึกธนาคารกสิกรไทยเป็นแบ็คกราวด์ ตัดกับท้องฟ้ายามเย็นก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้ามาฝากกันตามสัญญา

 

ส่วนสะพานภูมิพลครั้งนี้ไปเร็วเลยได้ภาพช่วงก่อนที่แสงจะหมดมาด้วย ได้เห็นบรรยากาศดีๆ อีกแบบหนึ่ง นั่งกินไป เดินถ่ายรูปไปจนไฟบนสะพานเปิดขึ้นก็ได้ภาพมาเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้ว

ลองติดตามรับชมกันได้ตามอัธยาศัย

 

เอาเป็นว่าโพสรูปให้ดูแค่นี้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะโหลดกันนานเกินไป แต่หากใครต้องการจะไปดูภาพอื่นๆ ในชุดนี้ก็คงต้องตามกันไปรับชมกันเพิ่มเติมได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้

https://plus.google.com/u/1/photos/103736898918551133698/albums/5863020713571722865

ขอแสดงความขอบคุณที่ติดตามรับชมกันมาตลอดนะครับ

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลา 02:07 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

วันนี้ .. มานั่งรถไปชะอำกันนะ ..

งานการที่ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้กับวันและเวลา ทำให้วางแพลนเดินทางท่องเที่ยวลำบากมาก เพราะความไม่แน่นอนของที่ทำงานนี่นะ ทำให้ต้องยอมทิ้งตั๋วไป-กลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ของหางแดง ที่จองได้โปร free seat เอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยแพลนไว้ว่าจะมาบินในช่วง 1-4 มีนาคม 2554 นี้ก็ต้องอดไปเที่ยวโดยปริยาย แถมยังหยุดวันเว้นวันอีกด้วย จะไปเที่ยวไหนไกลๆ ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก

ก็เอาล่ะว๊า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ได้หยุดแบบนี้ก็ต้องไปมันทั้งหยั่งงี้แหละ คิดได้ดังนั้นก็หยิบเป้เก็บเสื้อผ้า 2 ชุด เครื่องชุดอุปกรณ์อาบน้ำ,แปรงฟัน,สระผมสำหรับเดินทางที่บรรจุใส่ถุงเอาไว้เป็นชุดเรียบร้อยแล้วพร้อมหยิบใส่เป้ได้ทันที โน้ตบุ๊คไม่ต้องล่ะเพราะไปค้างก็แค่คืนเดียว ขี้เกียจแบกไปให้เมื่อยตุ้มซะเปล่าๆ ปรี้ๆ และที่สำคัญยาประจำตัวที่ห้ามลืมเด็ดขาด ตั้งใจไปกินๆ นอนๆ พักสมองผ่อนคลายความเซ็งจากวันหยุดแบบนี้

ไม่ทำอะไรเลยจริงๆ ขับรถไปเรื่อยๆ ไม่รีบไม่ร้อน ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นไม่อยากเอาเวลามาเป็นข้อจำกัด มองซ้ายมองขวา ดูสองฝั่งข้างทางที่ขับผ่านไป เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างการเดินทาง จงอย่าตั้งเป้าเอาไว้ที่จุดหมายปลายทางแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะพลาดเรื่องราวดีๆ บางสิ่งบางอย่างที่เราอาจมองข้ามไป เพียงเพราะใจจดจ่ออยู่แต่ปลายทางนั้นแล

ขึ้นมานั่งบนรถ แล้วออกเดินทางไปพร้อมๆ กันนะครับ

 
ตรวจเช็ครถให้เรียบร้อย เพื่อความมั่นใจและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

Sport Rider คันนี้เพิ่งได้มาร่วมเดินทางด้วยกันเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่เอง เลยยังไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยซักเท่าไหร่ เมื่อก่อนที่บุกตะลุยไปทั่วทุกถิ่นแคว้น ทั่วทุกแดนไทยไปมาแทบทุกภาคจะเป็น ISUZU Cameo คันโปรดที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็น 10 ปี พาไปนอนข้างทางด้วยกันมาแล้ว ขึ้นเขาลงห้วย ลุยน้ำลุยโคลน คลุกฝุ่นคลุกดินลูกรัง สารพัดทั้งสุขทั้งทุกข์ร่วมกัน เลยเอามาทำสีซ่อมแซมส่วนที่เริ่มหมดสภาพให้ใหม่หมดจด ใช้ได้สักพักพี่ชายขายรถไปแล้วเลยเอา Cameo เพื่อนยากไปใช้จนถึงบัดนี้ ก็เลยจำเป็นต้องไปหาใหม่ ก็ได้เจ้า Sport Rider นี่แหละมาทดแทนกันไป

เอาล่ะ รำลึกความหลังกันเสร็จแล้ว ออกเดินทางต่อกันดีกว่าเนอะ ขณะนี้เวลา 13:15 น. ล้อหมุนได้

 
จากบ้านที่บางกะปิ มุ่งหน้าลำสาลี ขึ้นสะพานบนถนนหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านบริเวณด้านหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย สามารถมองเห็นราชมังคลากีฬาสถานอย่างชัดเจน ดูคล้ายกับยังสร้างไม่เสร็จเนอะ สีก็ไม่ยอมทาให้สวยงาม สงสัยหมดงบประมาณซะก่อน

 
ลงสะพานบนถนนรามคำแหงมาได้ เลี้ยวขวาที่แยกรามคำแหงตัดพระราม 9 ติดสัญญาณไฟแดงก่อนขึ้นทางด่วนพระราม 9 อุ๊ยๆๆ เหลืออีก 2 วินาทีเองจะไฟเขียวแล้ว เอ้าๆๆ เดินทางกันต่อเลยนะ

 
จ่ายค่าทางด่วนด่านแรก 25 บาท แล้วก็ด่านที่สอง 45 บาท แล้วก็วิ่งตรงมาถึงทางแยกสามารถไปดาวคะนองได้ทั้งสองทาง เส้นทางหนึ่งไปทางดินแดง-สุขุมวิท อีกเส้นทางหนึ่งก็ไปทางยมราชโดยผมเลือกทางนี้แหละ

 
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางแยกที่สามารถไปงานวงศ์วานได้ แต่เราเลือกไปทางบางโคล่-ดาวคะนอง ไปกันต่อนะครับ

 
กำลังเลี้ยวอยู่ดีๆ ก็พลันสังเกตเห็นอาคารใหญ่ที่มีหลังคาที่เป็นส่วนโค้งอยู่บนหลังคาอีกทีหนึ่ง อืมมมม แปลกดีอยากรู้จริงหนอว่าที่นั้นมันคือสถานที่ใด ใครทราบช่วยตอบให้ทีนะครับ

 
แยกทางซ้ายเพื่อลงยมราช-สะพานขาวครับ แล้วก็แยกซ้ายต่อมาก็ทางลงถนนพระรามที่ 4 แต่เราไม่ลง ตรงต่อไปอย่างเดียวไม่เลี้ยวที่ไหนให้ว่อกแว่ก

 
แยกต่อมาทางลงถนนสีลมครับ แล้วก็ต่อเนื่องด้วยทางลงถนนจันทน์ เราก็ยังไม่ลงอีกเช่นเดิม ตรงไปๆๆ

 
อุ๊ยยยยย .. มุขฮาของบรรดาเหล่าคอสุรายาเมา ที่ชอบมาอำเพื่อนๆ ในวงเหล้ากันเล่นว่า “เฮ้ยยยย พวกแกรู้มั๊ย ว่าสิงห์ยกขาขางไหน? (ข้างขวดเว้ยย)” ก็คงจะมีมุขใหม่มาเล่น แบบอัพเดทอินเทรนด์สุดๆ เพราะสิงห์ในยุคเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของบุญรอด บริวเวอรี่นั้น ขณะนี้สิงห์ทะยานขึ้นมายกขาอยู่ข้างตึก Charter Square Tower ซะแล้วล่ะเว้ยเฮ่ย

 
ผ่านเข้าสู่ทางแยกซ้ายไปสาธุประดิษฐ์ และแยกขวาไปบางโคล่-ดาวคะนอง เพื่อไปข้ามสะพานพระราม 9 กัน

 
กำลังไต่ระดับความสูงขึ้นสะพานพระราม 9 ที่ได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนแห่งแรกของประเทศไทย มองเห็นตึกเหลี่ยมๆ นั่นก็คืออาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย ดูจากถนนในวันนี้แล้วก็นับว่าปริมาณรถที่ใช้สะพานในขณะนี้ยังน้อยมากๆ การจารจรเคลื่อนตัวได้ดีมากๆ และถ้าหากใครเริ่มจะหูอื้อ ก็ให้อ้าปาก แล้วก็กลืนน้ำลายเพื่อปรับแรงดันภายในช่องหูซะด้วยนะครับ

 
ดูกันให้ชัดๆ อีกซักที กับชื่อสะพานพระราม 9 ที่สลักเอาไว้บริเวณเสาสะพานนั่นเอง

 
เอาล่ะครับ ข้ามสะพานแล้ว นี่ก็กำลังจะลงสะพานกันแล้ว ไปกันต่อเรื่อยๆ นะ

 
ลงทางด่วนกันแล้วจ้า ลงสู่ถนนพระราม 2 หรือเดิมที่รู้จักกันในชื่อของ “ถนนธนบุรี-ปากท่อ” นั่นเอง

 
ผ่าน Home Pro แล้วก็ Big C แล้วนะ ฝั่งตรงข้ามก็ต้องเป็น Central พระราม 2 แน่นอน

 
มี TESCO LOTUS ด้วยแฮะ ห้างแนวๆ HyperMart แบบนี้แหละ ที่ทำเอาร้านโชว์ห่วยแบบดังเดิมต้องล้มหายตายจากกันไปจนแทบไม่เหลือหรอซะแล้ว แต่นี่ก็เป็นวงวัฏของระบอบทุนนิยมที่มิอาจปฏิเสธได้

 
จาก LOTUS ก็ข้ามสะพานมาวิ่งตรงยาวไปบนถนนพระราม 2 มุ่งหน้าสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ไปสุดถนนเส้นนี้ที่บริเวณแยกวังมะนาวในเขตจังหวัดราชบุรีนั่นเอง

 
ถนนขยายกว้างขึ้นเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว สามารถขับกันได้เต็มที่ เพราะมีถึง 3 ช่องทางจราจรไว้ให้ใช้บริการผู้ใช้รถใช้ถนนบนเส้นทางสายนี้ ผมเลยกดคันเร่งซะเต็มเหนี่ยว 70 กม./ชม. ฮ่าๆๆ เร็วไม๊ล่ะ? กร๊ากกกก ..

 
แอบดูนาเกลือกันบ้าง ไม่เห็นหนุ่มนาข้าวเลย สาวนาเกลือก็ไม่เห็น เพราะเจอลูกพี่ใหญ่บังจนมิดเชียว

 
ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเที่ยวสมุทรสงครามกัน ดอนหอยหลอดก็ไปทางเดียวกันนี่แหละ แต่เราไม่ไปหรอก เค้าบอกมาว่าให้ขับตรงไปอย่างเดียว เลี้ยวไม่เป็น ที่แท้ก็กลัวหลงนั่นเองอ่ะจ้ะ

 
ขึ้นสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำแม่กลองกัน .. ไปๆๆๆ .. เราไปต่อกันดีกว่านะ

 
อ้าววววว .. นั่นมันควันอะไรหว่า? ใครมันช่างมือบอนมาเผาอะไรกันแถวๆ นี้ว๊ะ? .. อยู่ใกล้ปั๊มน้ำมันนิดเดียวเองน๊า .. น่ากลัวๆๆ

 
ปั๊มบางจาก ปั๊มนี้ก็จะเป็นปั๊มสุดท้ายบนถนนเส้นนี้ ที่จะจำหน่ายน้ำมันในราคาเดียวกับกรุงเทพฯ เลยจากตรงนี้ น้ำมันทุกชนิดก็จะมีราคาที่แพงขึ้นกว่าปกติเพราะต้องบวกเพิ่มเป็นต้นทุนค่าขนส่งอีกจะกี่สตางค์ต่อลิตรก็ว่ากันไปตามระยะทางของแต่ละจังหวัด

 
ถ้าเห็นป้ายคัทเอาท์โฆษณาขนาดใหญ่แบบนี้ แล้วก็ยังมองเห็นภูเขายอดแหลมแบบนี้ ก็แสดงว่าเรากำลังเข้าสู่แยกวังมะนาวกันแล้วนะ

 
ดูกันให้ชัดๆ กันอีกซักทีนะครับว่า แยกวังมะนาวอยู่ในเขตของจังหวัดราชบุรี ผมก็หลงเข้าใจผิดมาตั้งนานว่าเป็นเขตจังหวัดสมุทรสงคราม เฮ้อ ..ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ..

 
ตรงไปถึงแยกวังมะนาว แล้วก็เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่เส้นทางลงใต้ มุ่งหน้าต่อไปสู่จังหวัดเพชรบุรี

 
เลี้ยวมาได้ เอ้า .. เจอปั๊มบางจากอีกแล้ว ชอบจริงปั๊มแบบนี้ สีเขียวสดใสดีจัง แต่ไม่ได้แวะหรอก

 
ต้นสัก ที่ปลูกไว้ที่ร่องน้ำคั่นระหว่างถนนทั้งสองฝั่งเมื่อหลายปีก่อน เริ่มโตขึ้นมากแล้ว ต่อไปถนนช่วงนี้คงดูสดชื่นรื่นรมณ์ขึ้นอีกเป็นกอง เพราะจะมีต้นไม้ใหญ่ตลอดทาง ชอบๆๆๆ นับถือไอเดียคนริเริ่มโครงการนี้จริงๆ

 
เห็นร้านข้าวแกงเจ้านี้ ก็แสดงว่ากำลังจะถึงเขาย้อยแล้ว และก็ปั๊มเชลล์ที่อยู่บริเวณแยกเขาย้อยพอดี

 
ศาลเจ้าพ่อเขาย้อย อันเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนในพื้นที่ รวมไปถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่เดินทางสัญจรผ่านเส้นทางสายนี้ ก็เรียกได้ว่ารถที่จะล่องใต้ หรือขึ้นมาจากใต้สู่กรุงเทพฯ และหรือเพื่อไปต่อยังภาคอื่นๆ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกคัน แสดงความเคารพโดยการบีบแตรขณะที่ขับผ่านเพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองให้เดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัยตลอดการเดินทางนั่นเอง

 
ถ้าขึ้นสะพานจากตรงนี้ ก็จะไปหนองหญ้าปล้องครับ แต่เราตรงไปเพื่อมุ่งหน้าเข้าเมืองเพชรบุรี

 
ป้ายนี้ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนสู่จังหวัดเพชรบุรี

 
เลี้ยวขวาไปชะอำ, ประจวบคีรีขันธ์ สายหลักที่โดยมากหากต้องการล่องใต้ก็ไปเส้นทางนี้แหละ เพราะไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้รถติด แต่สองข้างทางจะไม่ค่อยมีที่เที่ยวอะไรซักเท่าไหร่ เส้นนี้จะผ่านบ้านลาด, แยกไปแก่งกระจาน, ท่ายาง และแยกไปหัวหิน-ชะอำ

แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายเข้าเมืองแล้วไปชะอำโดยใช้เส้นทางเลียบทะเล รถก็น้อยขับกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ได้ชื่นชมกับอากาศดีๆ ซึมซับกับกลิ่นไอทะเลได้เต็มที่ ผมเลยเลือกใช้เส้นทางนี้แหละ

 
ผ่านวังบ้านปืน ไม่ได้แวะเพราะไปถึงก็แดร่มลมตกแล้ว เวลาน้อยเกินไปที่จะเข้าไปชมประวัติศาสตร์เลยติดไว้เป็นคราวหน้าจะดีกว่า ขับต่อไปจนสุดเขตรั้วของวังบ้านปืน เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางไปหาดเจ้าสำราญ

 
นี่เป็นภาพเส้นทางมุ่งหน้าสู่หาดเจ้าสำราญ ปริมาณรถที่ใช้เส้นทางนี้น้อยมาก ขับสบายจริงๆ

 
พอถึงสี่แยก หากตรงไปก็ลงหาดเจ้าสำราญ เลี้ยวซ้ายก็ไปบ้านแหลม ส่วนเราเลี้ยวขวาไปชะอำกันจ้ะ มาช่วงนี้ก็จะสังเกตเห็นว่าถนนได้ถูกขยายใหญ่ขึ้น โดยลาดยางบริเวณที่เคยเป็นไหล่ทางทำให้ถนนกว้างขึ้นขับได้สบายขึ้นเยอะแยะ ต่างจากหลายปีก่อนมากมาย แต่บางช่วงก็ยังไม่ค่อยเรียบร้อย คาดว่าถ้าเสร็จเมื่อไหร่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยระบายปริมาณรถติดของถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าสู่ชะอำ-หัวหินได้เป็นอย่างดี

 
ผ่านหาดปึกเตียน ผ่าน กก.ตชด.กฝ.7 ค่ายศรียานนท์ ต่อเนื่องบางเก่าแล้วก็บ้านท่า จนมาถึงทางแยกหนองตาพด หากเลี้ยวขวาก็จะเข้าไป วนอุทยานเขานางพันธุรัต หากใครสนใจหาข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊กที่ลิ้งค์เลยครับ

และแล้วผมก็มาถึงชะอำในเวลาประมาณ 5 โมงเย็นเศษๆ ไม่แวะทะเลเพราะเห็นอยู่มาบ่อยแล้ว เคยมาทำงานอยู่ที่หัวหินเป็นปี ก็มาพักกันอยู่ที่ชะอำนี่แหละ ไปแทบจะทุกซอกทุกหลืบมุมของทะเลแล้ว เลยมุ่งหน้าเข้าไปหาที่พักก่อนเลย มีโรงแรมที่เคยพักประจำอยู่แล้วราคาไม่แพงเพียงแค่ 400 บาทเท่านั้นมีทั้งแอร์ เคเบิ้ลทีวี ตู้เย็นแต่ไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีอาหารเช้านะ แล้วห้องก็เก่าไปซักนิดอาศัยเก็บของ อาบน้ำอาบท่า แล้วก็ซุกหัวนอนอย่างเดียว ไม่หรูเลิศแต่ราคาประหยัดแบบนี้ก็คุ้มแล้ว ไม่บอกชื่อหรอก เดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณาซะเปล่าๆ

 
เตียงแบบ Double นะครับ แยกเป็น Twin ได้ ธรรมดาไม่มีอะไรหรูหรา

 
รกหน่อยนะครับ ผมเดินทางคนเดียว เข้าห้องพักได้แบกอะไรขึ้นมาก็ต้องหาที่วางไว้ก่อนล่ะครับ

 
มองจากข้างในออกมา แล้วก็มองจากข้างหน้าเข้าไป อย่างที่บอกนั่นและครับ อย่าคาดหวังอะไรสูงนักกับราคาแค่นี้ เอาเป็นว่าดูปลอดภัย เก็บของได้ อาบน้ำอาบท่ากันได้ แล้วอาศัยหลับนอนกันแบบสบายๆ หน่อยก็พอเนอะ

 
กระจกบานใหญ่ เอาไว้แต่งหน้า แต่งตัว ดูความเรียบร้อยก่อนออกท่องราตรี อิอิ ..

 
ห้องน้ำก็ตามสภาพ น้ำไหลแรงดีมากๆ สุขภัณฑ์ก็มีสายชำระให้ สะอาดสบายใจได้ แต่ดูโทรมๆ ไปนิดตามเวลา

เอาล่ะ ผมพาทุกท่านนั่งรถเล่นมาถึงชายทะเลชะอำกันแล้วนะครับ ใครใคร่จะเล่นน้ำทะเลก็ลงเลยครับ เล่นเรือกล้วย เจ็ทสกี ขี่ม้า ก่อทรายสร้างปราสาท ก็เชิญสนุกกันได้ตามแต่ใจปรารถนา หากใครชื่นชอบการทานอาหารทะเลเป็นพิเศษก็เชิญแถวสะพานปลาช่วงวัดเนรัญชราได้เลยมีมากมายหลายร้านให้เลือก ใครอยากจะ sightseeing ก็สามารถที่จะเลือกเช่าจักรยานแบบปั่นกัน 3-4 คนช่วยกันปั่นเที่ยวชมกันไปตลอดชายหาดก็ได้ ใครชอบร้องคาราโอเกะมีน้องๆ มาคลอเคลียที่ชะอำก็มีหลายร้านอยู่ และสุดท้ายหนุ่มๆ คนไหนจะไปเที่ยวกลางคืน กุ๊กกิ๊กน้องๆ สาวๆ ก็มากับผมเลยครับ อาบน้ำอาบท่าเสร็จแต่งตัวหล่อๆ แล้วเราไปต่อกันที่หัวหินเลย

ส่วนภาพช่วงกลางคืนหลังจากนี้ ขออนุญาต Censor นะครับ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีกับเยาวชนซักเท่าไหร่ เดี๋ยวจินตนาการจะเตลิดเปิดเปิงกันไปใหญ่ น้องๆ หนูๆ อย่าไปสนใจดูเลยนะ ไว้โตแล้วก็รู้เองแหละน่า

อุ๊ย .. พอแระ .. ตัดไปตอนเช้าเลยดีกว่า

หลังจากโทรมหนักจากการตระเวณท่องราตรี ล้างหน้าแปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ กัน ไม่ไหวจะถ่ายรูปแล้ว ใช้เส้นทางเดิมกลับมาผ่านเพชรบุรี ได้แค่ถ่ายรูปทางเข้าพระนครคีรี (เขาวัง) เพราะต้องรีบพอสมควร มีงานตอนเย็นนี้อีก เอาไว้คราวหน้าจะพามาเที่ยวเขาวังก็แล้วกันนะครับ

 

ขอปิดทริปพานั่งรถเล่นชมสองข้างทาง ด้วยภาพทางขึ้นเขาวังจากด้านในตัวเมืองเพชรบุรีก็แล้วกันนะครับ ทุกภาพคราวนี้จากกล้อง FUJI FinePix J10 ถ่ายแบบ Point & Shoot ตลอดงาน ขับไปถ่ายรูปไป ไม่ดีนะครับอย่าเอาเยี่ยงอย่างอันตรายมากๆ เลย

และสุดท้าย(จริงๆ แล้วจ้ะ)นี้ ก็ต้องขอแสดงความขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่มาช่วยนั่งรถไปเที่ยวเป็นเพื่อนกับผมมาตลอดทาง โอกาสหน้าจะมารับไปเที่ยวกันอีกนะครับ บ๊าย บาย

ชมภาพเพิ่มเติมตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

https://plus.google.com/u/1/photos/103736898918551133698/albums/5863019757260066577

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลา 02:20 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass