แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Stories .. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Stories .. แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลง .. ทาง ..

y_1tdwKl0xm-NyFjAbepNabbYB3Zv2Zb2aC5vAi9C0U8dOg4DECoH6DBKOF8naAlEkoQ41lolm3y7F6ovgwi3s3uJjd0gsi_C4dtUV3Ws7fQ1vn_IyLNjXlUaeF7ntpqYF1ysuK66h0IvKJi4GjnHVG92lB4EJb7jS5388bOXYMG_xzaPfmx-FuZm69zls2w0Nk6qNmVz9Cl_ArQq9_XdKKJrewPRzd0NLJkUG46AGAFg_BWkSsPpIzVrCwKaKAcTSrZXhl0NKgITwazeKoJIerrWQWHMvd8q9Wp_T9C9FVlXtdRYn00SUm6tSxtbyAN1GvDRzk9HlrFuUf4XtIJB0mrS1Kj-ND7plfKg0U9M34af8jwj8psINd3LyGv_8ciQE1-zOcCxOZ7dwQQHnbSzx7iTI8q2gMQ7ewz4p-YUzl5iS9GaSACAFbmukHaZMQHt0pBbrzv2vqZCBY9DogvAL-myHplExXVBlRl6KYUeZuQqRYimIOos36rMqPAcdogaDEpCiyorl5UjZ0LMa9pdlHfQnfKnMYVZ69_y4sGuxw=w900-h600-no
ขอขอบคุณภาพจาก www.thaihealth.or.th

บ้านแสนสุขของผมเป็นบ้านหลังเล็กๆ ขนาดราวห้าสิบตารางวา อยู่ในซอยห่างจากถนนหลักของหมู่บ้านประมาณสามสิบเมตร ปากซอยเคยมีร้านอาหารกึ่งผับที่เลิกกิจการปิดทิ้งร้างเอาไว้หลายปีแล้ว แล้วทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสองวันเพ็ญที่น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง(มาขายกระทงกัน)สนุกจริงๆ วันลอยกระทง ก็เพราะว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าขับรถหรูหราราคาเป็นล้านอย่างคัมรี่ บีเอ็ม เบนซ์มาจอดในซอยแล้วเอากระทงที่ทำเองมาตั้งขายกันที่หน้าร้านอาหารร้างที่ว่านั่นเป็นประจำทุกปี ผมเองก็ได้แต่นอนกระดิกเท้าเกาพุงพลุ้ยๆ ของผมอย่างสงสัยว่าเค้าขายกระทงกันจนรวยขนาดซื้อรถราคาเป็นล้านมาขับกันได้เลยหรือนี่ แต่ก็ได้แค่สงสัยเพราะคงไม่กล้าเสนอหน้าออกไปถามกลัวเค้าจะย้อนเอาว่าแล้วมันเรื่องอะไรของคุณ(มึง)ด้วยว๊ะ..!?!?!?

สิ่งที่มาคู่กับเทศกาลลอยกระทงแบบขาดกันไม่ได้เลยก็คือประทัด พลุ ตะไล ไฟพะเนียง กระเทียม โอ่ง ฯลฯ และช่วงหลังๆ มานี่เริ่มจะมีโคมลอยพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งผมจะไม่ชอบเสียงดังของเจ้าของเล่นทรมานบันเทิงพวกนี้เอามากๆ ได้ยินทีไรเป็นต้องวิ่งหางจุกตูดเข้าไปหลบในบ้านทุกที นับเป็นช่วงเทศกาลที่ทรมานหูตั้งๆ ของผมเป็นที่สุด

วันนี้ก็เช่นกัน เสียงพลุ เสียงประทัดแล้วก็เสียงอะไรต่อมิอะไรเริ่มดังกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด ผมก็ออกอาการกลัวลนลานเช่นทุกครั้ง รู้สึกว่าทำไมเสียงมันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าจะถล่มขนาดนั้น หรือว่าหูของผมจะดีเกินไป จนมาได้ยินเสียงแว่วๆ เรียกชื่อผมดังมาจากหน้าบ้าน ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกก็เพื่อนชาวต่างชาติของผมที่อยู่บ้านข้างในสุดซอยนั่นเอง แซมมาจากเยอรมันตั้งแต่ยังเล็กๆ มาอยู่ในซอยเดียวกับผมเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ก็เป็นวัยรุ่นเต็มตัว ส่วนผมมาจากวัดแถวฝั่งธนฯ มาอาศัยอยู่บ้านเจ้านายใจดีในซอยนี้ตั้งแต่ยังเล็กเหมือนกัน เพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ตกเย็นก็จะพากันไปวิ่งออกกำลังกายรอบทะเลสาบที่สวนสาธารณะประจำหมู่บ้านด้วยกันบ่อยๆ เราก็เลยสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นเวลาแซมจะไปไหนก็มักจะมาชวนผมไปเป็นเพื่อนด้วยเสมอๆ

6VQ20MF2Hcs6PLqYxV5-EYKuldrg53hxOGksjm9OInVePYclgG5r2BzJN3D4NrJdiw_BH3mE3xaVkHGtmjKg_oSNwaLdBf9YdMb4EjjkLYlJKbrB4GfffdB1k_v6Q1Brdz4H3SdIWQV7t0eBgwBDpM4ZLTBN_0VuLx8_qrGBwjYygHDjcVcvoBBQ2XTBW-9bIKWoKBu395yMVzkJNnGQRh_iwVLyhSV4bTJQP8cBAw77zurg7gZtpdWALijnA3uHoOIrgCWbF4Hrkq2XahTui858bPBaZp-t0tm1wqrLZpD4xt306F9QGKCMdzdOAzsNguaG0LL7KL7EbZ317cm1Dxtq4gIFA8F_VUzxUv1RVVMLMCM6mbNlOrOCrbI9mmUOMLIAuaUCoEz24WYdxRb_lLdGXeYlzrC2irtCrtWyWT49knepO8qIZoJskGLW5YIXIlYeOS-npmZrFW4u6Jy0UvtWIIgs4E5-zW6K7ja1K2BMldsoj-rl4mgLcivfT2KPQ1MCZL-K3J9ZzAr8EfD2crAkRofRFA-OfDOIuhGQ0w8=w900-h679-no
นี่คือแซม เพื่อนรักของผม (ขอบคุณภาพจาก forum.khonkaenlink.info)

และวันนี้ก็เช่นกัน แซมมาชวนผมออกไปเดินเที่ยวงานลอยกระทงที่ริมทะเลสาบประจำหมู่บ้านที่ทางกรรมการหมู่บ้านจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อคืนความสุขให้ลูกบ้านออกมารื่นเริงบันเทิงสุขสนุกสนานกันในเทศกาลขอบคุณพระแม่คงคา แต่ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่มีการเปิดให้คนที่อยู่รอบๆ หมู่บ้านเข้ามาเที่ยวงานลอยกระทงของหมู่บ้านได้ จึงทำให้ทั้งคนทั้งรถติดขัดกันอยู่ในถนนหลักของหมู่บ้าน เพราะมีการออกร้านขายของตามริมถนนตลอดทาง การละเล่นประจำงานวัดมากันครบถ้วน ทั้งชิงช้าสวรรค์ ยิงเป้า ปาโป่ง โยนห่วง สอยดาว สาวน้อยตกน้ำ และของกินสารพันสารพัดทั้งก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย กระเพาะปลา ลูกชิ้นปิ้ง ลูกชิ้นทอด สายไหม ขนมครก ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ส้มตำ ซุปหน่อไม้ ที่ขาดไม่ได้ก็ป๊อปคอร์นที่หวานเยิ้มไปด้วยคาราเมลกับอีกอย่างคือตังเมที่เหนียวยืดเคี้ยวหนืดติดเหงือกติดฟัน โอ้ววววว .. นี่มันสวรรค์ของผมกับแซมชัดๆ เราเดินไปแวะกินกันไปอย่างเพลิดเพลินจนผมลืมเรื่องของเสียงประทัดไปเสียสนิท

ระหว่างนั้นก็มีผู้คนจำนวนมากนำกระทงมาลอยกันในทะเลสาบ เบียดเสียดเยียดยัดกันจนแทบจะไม่มีที่ยืนราวกับกำลังดูการแสดงสดของศิลปินคนโปรด เรียกได้ว่าพอคู่หนึ่งลอยเสร็จกระทงของคนอื่นก็ลอยเข้ามารวมกันเป็นกระจุกจนแทบจะมองไม่ออกว่ากระทงของใครเป็นของใคร จนกลายเป็นภาระของเด็กที่ลอยคออยู่ในน้ำว่ายตามเก็บเศษสตางค์ที่อยู่ในกระทงกันแทบไม่ทัน

ผมกับแซมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับการลอยกระทงสักเท่าไหร่เพราะของกินที่กองอยู่ตรงหน้ามันช่วยพาให้อารมณ์ของเราทั้งคู่สู่อาการฟินเว่อร์ กินกันไปดูกันไปเพลินๆ เรื่องสนุกๆ มีความสุขแบบนี้คนไทยชอบนักแล ไม่ว่าจะเทศกาลไหนทั้งของไทย จีน ฝรั่ง แขก พี่ไทยเราขอร่วมแจมด้วยทุกงานตามนิสัยอันเป็นพื้นฐานประจำชาติมาแต่โบราณ

“ปังงงงงงงงงงง ..”

จู่ๆ ก็มีเสียงดังกัมปนาทราวกับว่าฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาบนหัวของผมกับแซม เราต่างวิ่งเตลิดกันแบบไม่คิดชีวิต กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง ผมใส่ตีนหมาวิ่งควบเต็มกำลังที่มี โกยอ้าวสี่ขาแบบไม่เหลียวหลัง ชนิดที่แชมป์โอลิมปิคอย่างยูเซน โบลท์ ยังเห็นแค่ฝุ่นที่ตลบอบอวลจากรอยเท้าเล็กๆ ของผมแค่นั้น เพราะเสียงของมันดังมากๆๆๆๆ ดังเสียจนแก้วหูของผมแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ผมวิ่งแบบไร้ทิศทางมานานเท่าไหร่ไม่รู้? รู้แต่ว่าตอนนี้เหนื่อยมาก หัวใจเต้นเร็วจี๋คงราวๆ สักหนึ่งร้อยแปดสิบครั้งต่อนาทีน่าจะได้ ร่างกายระบายความร้อนแทบไม่ทันเพราะธรรมชาติของผมไม่มีเหงื่อให้ไหลออกมาอยู่แล้ว ก็เลยต้องอาศัยวิธีหอบลิ้นห้อยหายใจทางปากให้น้ำลายไหลยืดแทน

hz0bgaBpCu7ISynKSUn0AW6OdY7j6HJmjN2DY1XVNnHxFCj_Plamm36w8kSyXc34BY1xS2B4O2la_kTuGmFZete3v9dDQA7NsEe9rRhcskYVvMqIKwgDxF55do-egAQxtoSvJQ_C2XddAn1r7ZTRutKZxvGlUsvFuKBUIWLgj48ar3b0dOrIYWJwfQ7et2exdxbR9JXDq7Y2sF2av6mGi_litqTvUJsqwSWgJjCUOHDkwp0mr2eejrrt9yE86FELZuZoVHs0NZaxqj0NCJfH2Sho0T27IDVOlWvPuEHALX-r7-rWrfZCN_yoSfuzXgMhWGjXy41_rdyONxXLQcMaBzpUZbll6Fu82aP2avLzevf_ZZ5QV2X4_u4q6-3tVOpnAsCtkOOb-peFLA9tLZQQzJADqdXtuzclEvVauzt_jj6oneHLgWcwsxe2JY2GzWtJNFkbnVgXWjJDbj1_3zttyTS7-rwewnisni2-ADG4q0z3rEBOukLsGu6u0u7vMYH9fRI6pyp0DKKgK5-3o7CbZISLf58KKxCV8ZUEY3VlXSQ=w900-h506-no
ผมอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย? (ขอบคุณภาพจาก www.akexorcist.com)

ผมหยุดพักนั่งลงริมฟุตบาทที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงกับแสงสีอำพันจากหลอดไฟถนนที่กระพริบติดๆ ดับๆ บนยอดเสาสูงชะลูดตัดกับแสงสีเหลืองนวลของพระจันทร์คืนวันเพ็ญ ผมไม่คุ้นกับถนนเส้นนี้เลยสักนิดเพราะชีวิตของผมตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ก็เดินเล่นอยู่แค่แถวๆ บ้านกับไปวิ่งที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบในหมู่บ้านกับแซมแค่นั้น แล้วนี่มันที่ไหนกันล่ะ? ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ

เวลาตีสามยามค่ำคืนที่ฤดูหนาวเริ่มตื่นพัดพาเอาไอเย็นของความกดอากาศสูงจากประเทศจีนมากระทบผิวกาย มันช่างหนาวยะเยือกสั่นสะท้านซ่านซัดเข้าไปสู่ขั้วหัวใจที่ตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความกลัวในยามที่หลงทางอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้ ผมล้มตัวลงนอนขดตัวกลมเป็นลูกบอลชายหาดด้วยความเหนื่อยบนพื้นแข็งกระด้างเย็นเฉียบของเก้าอี้เหล็กสีเขียวเข้มมีตราสัญลักษณ์หัวช้างสีทองที่วางอยู่ใกล้ๆ แม้ตาทั้งคู่จะหลับแต่หูตั้งๆ ของผมก็ยังกระดิกดุ๊กดิ๊กเพื่อเปิดรับฟังเสียงที่ผิดปกติของสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่ตลอดเวลา ส่วนในใจก็ยังคิดถึงเพื่อนรักอย่างแซมว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้?

7UoBaYPhg8Z3wOyStCupQiLfnLzoJmf17URsidGYZMpp7NQZviF9cLUhUEp47jqgHIlmqwLTgKBwKLd_hf2lfrsi0M47qlNmVDiJbo44xrRlKGI0yvEHW-k4C90_j8clpBgdDxNoK7G3yRGP1sN_ji5iY0EZZJdQLjju0XCIbcrcf2Aaf7s6S8FBZsZ86FtoPOsYuwMogCLuctdPnzemOBylVtyJeY5jjKmWCyS6r4GIJEvTP_DezVNOv59QxcLiz7dKT5RTOSwPQhN8qQdC21aS4mhfBYn0eA0WrpK_g9Crts558UCgbLcRfEiVNlxleQMk9atj7MTm8U7qlr3yWGgOnJa_cEHFijbuhBqtViVGvdU0ZIdpB3gL_Q-zJDeflieAmJLyfV56yvqk9bfrdF3w86YzU-4ST6c4n1-GRBNz9CsAPwfu4SUz4NRpStDJDa-ksPy4iVKC3n496BsRCcZRPV4jwa1xH34fU1mBgxVWAU-_76LZ0eQOahKfnQnzE-RvSIVER98lnNVhXakjfRlLAuClDRvXl-_IgCK6138=w900-h600-no
ขอบคุณภาพจาก bbinkoko.blogspot.com

แสงแดดอุ่นของดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ที่ทอแสงเป็นลำสวยงามผ่านก้อนเมฆรูปทรงแปลกตา ช่วยเพิ่มอุณหภูมิของอากาศโดยรอบให้สูงขึ้นเป็นลำดับ มันช่วยบรรเทาอาการหนาวเหน็บที่กรีดแทรกเข้าไปถึงแกนกระดูกของค่ำคืนอันโหดร้ายให้ทุเลาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เพราะได้ยินเสียงไม้กวาดทางมะพร้าวด้ามไม่ไผ่อันยาวของคนกวาดถนนกำลังกวัดแกว่งไปมาดังแกรกๆ อย่างขะมักเขม้นอยู่ริมถนนที่แทบจะไม่มีรถสักคัน

พลันหูดีๆ ของผมก็สะดุดเข้ากับเสียงเร่งเครื่องยนต์ดังหวือๆ ของรถกระบะสีเทาซีดเก่าคร่ำติดโครงเหล็กสูงที่ด้านหลังมีผ้าใบคลุมปิดไว้อย่างมิดชิดราวกับเป็นกรงขังอะไรสักอย่าง รวมเข้ากับเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดเศร้าเหงาของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ดังแว่วลอยมาไกลๆ แบบที่หาต้นกำเนิดเสียงไม่ได้ มันเสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทของผมจนต้องขยับตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสำเหนียกได้ว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ในทุกขณะ

รถกระบะรีบจอดสนิทชิดริมทางอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ปักหลั่นสองคนเดินลงมาจากรถ ย่างสามขุมตรงรี่เข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวผมรีบวิ่งอย่างลนลานไปหาคนกวาดถนนเพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือ แต่อนิจจาเธอไม่มีแม้แต่เหลือบมองด้วยหางตาที่จะหันมาหาผมที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเลยสักนิด ผมหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนีแต่ก็ช้ากว่าสองคนนั่นที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังผมเสียแล้ว เชือกมะนิลาเส้นเท่านิ้วก้อยผู้ใหญ่ถูกเหวี่ยงอย่างชำนาญมาคล้องคอผมอย่างพอดิบพอดี ผมดิ้นสุดชีวิตปากกัดตีนถีบเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาไม่หยุดเพื่อหวังจะให้หลุดพ้นจากบ่วงนรกที่พันธนาการอยู่ แต่ดูเหมือนยิ่งดิ้นเชือกก็ยิ่งรัดคอผมแน่นมากยิ่งขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก สุดท้ายผมก็ต้านพละกำลังจากร่างกายอันกำยำของมนุษย์ใจโฉดสองคนนั่นไม่ไหว ผมถูกลากถูลู่ถูกังจากริมถนน จับเหวี่ยงโยนเข้าไปในกรงขังหลังรถกระบะในสภาพสะบักสะบอม ถึงได้รู้ว่าเสียงครวญครางงี๊ดๆ ที่ได้ยินในตอนแรกมันดังมาจากหลังรถกระบะคันนี้นี่เอง

เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ทั้งสายพันธุ์เดียวกับผมและต่างสายพันธุ์ทั้งหมดถูกรวบรวมมาจากหลายจังหวัดด้วยการรับซื้อบ้าง เอาของมาแลกบ้างหรือไปจับมาจากข้างถนนอย่างผมก็มีเยอะ ในกรงนรกใต้ผ้าใบนั่นมีพวกเราอยู่รวมกันนับร้อยๆ ชีวิต เบียดเสียดแออัดกันจนตายไปบ้างก็แยะ อดๆ อยากๆ ไม่ได้กินน้ำกินอาหารหรือกินอะไรทั้งสิ้นตลอดการเดินทางหลายวันที่รถคันนั้นวิ่งโดยไม่มีหยุดพัก

3WHDNKI2qjhbBml99y33akulJsSoNFJ_5Qf_KLXth0zGXpad9TRUtEAH5fsa3dpxHCfWkQH2l7_ukrm4HicZdN0F9F_UsT-1q3FJ07eQmLUijBv5QDzs17ZpMbapI-yIJLyQjpRZPr_vqvYaZv8qaSNNcWpGaICEZlYJzfbYWJH8MXQZ2Gk_XwedtlHM6F-BsnYWwQ-hBXtWP4cGoon_R3orhEDzL7htOjLNGx90kBa3uTglIx2HKXI6Ig9jYlB0k83kJkDZQ18-rGJXp9h9gjjwuSMTfcBv3JYR9hNZhsopRVk5-MSE5C4_gWLeQcLAR5ZiCQAqSRre6D8v8rgZknR1XUSpAb_J_uIaFhjVT9bRAngwoeIkupuWKQMYVoJouXizR06C-UrxK73cFTmazLe3FVGijHMOObTxcDIHLLYcybD4aDTXgtrl2S_Gfm-aeRMQHXUXMdGjo4kHu12QOW0yntR08r_jREzKfMLtXpBUT3gEFi5QTgZj7o7k9tzr19LapxHDOiCAbP0hGCCpJMn_7pdA0FX6ckK4sPZicSs=w900-h506-no
และนี่ก็คือป้าดอลลาร์ (ขอบคุณภาพจาก market.108dog.com)

หญิงชราที่ถูกขังอยู่ข้างๆ ผมกำลังนอนหายใจรวยรินใกล้จะสิ้นลมเพราะทนกับสภาพอันโหดร้ายทารุณเช่นนี้ไม่ไหว เธอเล่าให้ผมฟังว่าเธอชื่อดอลลาร์อยู่กับเจ้านายในบ้านหลังใหญ่มาร่วมสิบปีแล้ว เธอตกใจกลัวเสียงประทัดยักษ์ของเด็กซนๆ ข้างบ้านเลยวิ่งเตลิดหนีออกมาริมถนนใหญ่ เดินสะเปะสะปะเงอะงะหิวโซอยู่สองวันก็ถูกจับมาและเธอก็อยู่ในนี้มาอาทิตย์กว่าแล้ว เจ้านายเธอคงกำลังตามหาเธออยู่แน่ๆ เธอคิดถึงเจ้านายสองคนและลูกสาวของเขาที่รักและทะนุถนอมเธอราวกับเป็นลูกอีกคนหนึ่ง คิดถึงไออุ่นจากมืออันอ่อนละมุนที่ลูบหัวเธออย่างเอ็นดู คิดถึงเด็กสาวตัวเล็กน่ารักที่นั่งเล่นอยู่คนเดียวโดยมีเธอคอยเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ คลอเคลียเล่นกับเธอราวกับเป็นพี่น้องกัน ปลอกคอสีม่วงอันเล็กมีลายรูปหัวใจที่เด็กน้อยบรรจงสวมให้เธอเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรักที่ครอบครัวนี้มีต่อเธอ น้ำตาใสๆ เริ่มไหลรินเอ่อล้นออกมาจากดวงตาที่เกรอะกรังไปด้วยขนที่พันกันจนยุ่งเหยิงคู่นั้น เพราะเธอรู้ตัวดีว่าคงไม่มีโอกาสมีชีวิตกลับไปร่ำลาเจ้านายในวันที่เธอจะสิ้นลมเสียแล้ว

WrDQbjiQ0CH11cy917dUFFsSNKbk_boaj9gLLTzChn1uki7wwsUr8Y2ZJRb4TKEtdK46kxCF7UacMaXR5eWOdMlzUPAWC64j8DTdf9AZeW-lU3HcDIakPtLbxrW1itXqMyRuErS8kB37thAIyqjgQJ_Wzx6Eczw3rCN6osGchUNxRm532K1sIWeM8lbT277Ra0eLScmKLVZ0IOV4xARu9v2h6FDWmCD-hBo43fuIiA2_JYpylW8iig0ooDc94Pw9j1VGK-d6vXzbhTFtMqP1LBKd7w7QNW7JiepVTjfTj-gpM8TEEtHH305jJJEuct12bqCM872rU5r8eBOAorVVm-hAvj_itd2PEQEHWEthM1LI2n6uaZ4zYY4pyS6--I3UcSwM3X8Fy3-K0HNRgyPIb93HoqmFbOL3qAcaeYDCmY9_YskPFXE0bBbZ0xrmeBxhLH2BcX2cWTlVjydI32MmL2_gqX4Tc-0fZstcdh3RXOhLu0wdSBWicC0fR8bETHywwqcplj4DSzXa1_eHATVD2w64AUJL3__cL8v6PMC9vpk=w900-h675-no
ป้าดอลลาร์เธอสิ้นใจในกรงแบบนี้แหละครับ (ขอบคุณภาพจาก ewt.prd.go.th)

พอเล่าจบร่างของเธอก็กระตุกสอง-สามทีแล้วก็หมดลมไปต่อหน้าต่อตา ทำเอาผมนอนนิ่งตัวเกร็งเพราะอีกไม่นานผมเองก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ต่างจากป้าดอลลาร์สักเท่าไรนัก ได้แต่หวังลึกๆ ให้มีปาฏิหารย์มาปลดปล่อยพวกเราที่เหลืออยู่ได้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้ไปโดยเร็วเสียทีเถิด และทันใดนั้นหูตั้งๆ ของผมก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะคันที่เราถูกขังอยู่กำลังถูกเร่งรอบขึ้นดังสนั่นพร้อมกับความเร็วของรถที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้ อาการโคลงเคลงของตัวรถที่สูงจากพื้นถนนมากนั้น เหวี่ยงไปมาจนทำให้พวกเรากระเด็นกระดอนอยู่ในกรงหลังรถราวกับถูกโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้าแล้วกดปุ่มปั่นแห้งพลังสูง จากที่เคยอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดอยู่แล้วก็ยิ่งถูกกดถูกอัดกันเข้าไปอีกจนได้แผลเหวอะจากการถูกลวดกรงขังบาดแข้งขาหน้าหัวกันไปคนละหลายแผล สักพักเสียงสัญญาณไซเรนดังหวอๆๆๆ จากรถที่ขับตามมาในระยะกระชั้นชิดก็ดังขึ้นแว่วๆ มันเป็นดังเสียงสวรรค์ที่ประทานมาจากพระเจ้า มันช่างเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน แม้มันจะดังจนแสบแก้วหูแต่ผมก็ยินดีที่จะฟัง พวกเราต่างพร้อมใจกันส่งเสียงขอความช่วยเหลือเท่าที่กำลังที่เหลือจะพอทำได้ เพราะมันเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้รอดชีวิตกลับไปหาบ้านแสนสุขอีกครั้ง

vmnuI4qyVa81IJCGAeCm6U4dDjM238KcyhRR6yqzGgmIKQuGP8B0zO8Zc48QNmDLiVeTUcrpVtxjcFCbcDKu_OIKrY6mTTK-FGsIoROrYpTi5FupHXq9Hdnms9BC9sCAUEqGb-28oQKrV4gegsqnaQkMTW98KwRy8keAsIHT6QBM6M8o4e3Dtd1iDQhHqZq4KzCt33wyiY8sUgTuFxtBI0rbVDOcm7k7owyszXftzvPPMqE8cFNB3NaqK3IjkmyzwJ78ySsjUmNJaDP6CmuaHF4zi_m0xutwQy8HKhJy5MTAVMuInHFGucuA4t5QxWRNFJi-ZSzOCy2EUFHpVGmvDlHw74nJoolX8EdhrYQDnd0WyolrPmWsU4m5fquY_WBMoedRlC7EcpglXUnyeS0X1vDkuYzgYBS1yF0MXgntb8PBTxfdVnJRiwVluXM5OtwBnsa3GTDouaKnaPhLfLYAgZvfv8WcOI1F2r0KaS5D2hLcXGMapgmoqAgEP9cKqnvP1hos5QkitLS_ZInHLE4nrzHz3cLvzqP6d03XEag68bw=w900-h675-no
สุดท้ายโจรใจร้ายก็ถูกจับได้ .. พวกเรารอดแล้ว (ขอบคุณภาพจาก www.acnews.net)

แก๊งค์ค้าสุนัขข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านถูกจับโดยหน่วย นรข. สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยรถกระบะคันดังกล่าวถูกจับได้บนเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนไทย-ลาว กลายเป็นข่าวใหญ่โตออกทีวีอยู่หลายวันเพราะมีการขยายผลจับกุมคนไทยที่เป็นผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคน ผมโชคดีที่เจ้านายออกติดตามตั้งแต่วันแรกที่ผมหายตัวไป พอเห็นข่าวในทีวีก็เลยรีบเดินทางมารับตัวผมกลับบ้านในวันถัดมาทันที ส่วนป้าดอลลาร์เธอไม่ได้โชคดีแบบผม ร่างเธอถูกทำลายไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของผองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์อีกนับร้อยอย่างน่าสลดใจ ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่เจ้าของเธอจะได้เก็บปลอกคอสีม่วงอันนั้นเอาไว้เป็นที่ระลึกเสียด้วยซ้ำ

jNOcrL8GBnJUAVv_PiAckvJZbPEpUKVXpD1C4mxlw-mQh1z0a2rR5ZYRkQ1b09QrF0sPWWMBUGrYVg0QKnDNWJH-A8tViZ8FJshd5YNT8atA14EAhqayfo5EY7qtFijgO8Hiq3F38Xx95wGE2PHQjHj5cGa9EdgDabA158_JUm6N_0iVmzq2EAgCteOSgCY9WF7Sq3iaOXeig58JIAnWeJBSOP0aLBSQLAC1FQ5BV_xsrU75CkGIu21G4fd-TSNb8zaPHWaFypWmtmpo6OmdIPb-EAi1MNPMlhVClQBB02MhKhYTuT4Pz92qxeCid9IEeqbSuZhW7UIeAWzwICdFq_MOxemclrdzn1hravgThuGcDNz7M24sHclef7uIsg4-CJ61MY6i4sOiqQiMzJn6Xud13hbUe5MfJwhAlZcV_9cHbanRhBqrVlUWGmBZ0ZBi9QGJtGb_ZI0VedXddChL2X_MYRKGOFt2j5uCLX4ebYNCXOjxNn0jKAKMz-JLQwOOLBCNKY4lnko16xFiQv3SOExyGWWDeSCLTrHpmB3oRsg=w900-h533-no 0tW7Q3eJK0UjeCcUqcy4B-qSBNk6en5I2RWyLuynCbtzBrbcc6_vndvFFqxG0GDZEiVcGoRqLX4-J-GNLo76x3Xrv9XeXtAlNSgAJUENXgBSEHmQxwTOFpdQ-xQozJfO7kUmx52fSighYK0GpJ9JYObvJsG4J0BvYs67UUh1kjTCCUx-zzmq3WNTAmUN5XX4cTALhhRIImsUX9BLXmwSDATf7H2zRRq4LVnLCjUZhIHIXpa6YhLKcYNfrZC4ffaknzk6plTJvlpU9jHmVpGuZZ3PCLPErEdEmqLqtHdoJXlUuaGERVUfkzn1kQ0q9WWAsPuyB_7CWskZYPyG25dUSqp3gB0w5h0B8gD4UA5VrC5-y-urhXwn9SzCgaIT7zDN6n72YlCxxEolKoBOT4dAnbLm8JWVzlSGeCq6IUGXo5W7MFupvzn8LB2t4uA9mkOJTqjxIsOuJu1yj6IzpZE480yIuq8YVcX2gOpRenGdBYxkqS3iMW4zXECtA6xrTvCNyaZiunWlxVv8_0e-dQ3rM-L40ndiSbk06zJ9hnIJDT0=w900-h555-no
บ้านแสนสุขกับสวนสวยริมทะเลสาบ (ขอบคุณภาพจาก terrabkk.com และ www.thaisabai.org)

PJVXFVY-ZdWQLRdvgcnEz9A-VxGyihiuwaLivnjBA2xnXYMuTN7Stn8uQJG6hqzZ8N-yXM5zEQhQBwPzmmrOQWivp7LXIHwkm1jnFwE3zmvHtPVyN1cWk7nAhIk7F0yMEctq39jfLSuE3F6rQqQASxKJQKCKb0KJInXdIEKsasIi3POIL8yi-SXddiafMPHmDbYaD3tf9fjDGSrWFVGdYwdjMBPsLW0rYUVnBOE0nhm7fZgJDz_utoKjnQMYtUNjSvYVh_xWaJ5ApYlvWffU0YHjxtODAJr8x5WmJxwiCJHQundtjx9z08zrVenC16MK7lqgj0R0atadeC5av5jYoG23omApNSB3He2n6anoKTGolbYt93wgf4dNpQupmTxVov8LQzKAOyzdxO8hXp5xNRCNADo4OszMK_Zec8QjBHrC_ngOHVBhNWvEDEr0U8RN5ULr-QQYP47pQb1Ykvdl53ctDfeC6G5F0FJWRec7k5fRui-hC510NrXhYswH2xlYfliHcRHC12K9QsXerIOESnbmy7k0ZIDUXDn8S93y2Mw=w900-h600-noและนี่ก็คือตัวผมเองครับ .. (ภาพโดย นายเมษา)

และตั้งแต่พ้นเคราะห์กรรมได้กลับมาอยู่บ้านแสนสุขอีกครั้ง ผมยังจดจำคืนวันดีๆ ที่ไปวิ่งเล่นออกกำลังริมทะเลสาบในหมู่บ้านกับแซมได้ดี แม้กระทั่งวันลอยกระทงของปีนี้ที่ผมไม่นึกว่าจะเป็นการได้เจอแซมเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครได้ข่าวจากแซมอีกเลย จนกระทั่งตอนนี้ผมก็ยังคงนอนรออยู่ริมรั้วหน้าบ้านทุกวันโดยหวังว่า อาจจะมีสักวันที่ผมจะได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคยของ “แซม” เพื่อนรักของผมอีกครั้ง ..

 

บอกกล่าวกันก่อน ภาพและบุคคลในภาพทั้งหมดเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อเสริมความสมจริงของเรื่องเท่านั้น มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื่อเรื่องทั้งสิ้น

 

- - - - -   นายเมษา  - - - - -

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 เวลา 16:39 น. GMT+7 TH

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com 

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us 

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า "ไช้" หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียเต็กก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com 

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com 

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee 

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com 

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ



----- นายเมษา -----
อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ความทรงจำที่ชัดเจน ..

TypeL-resized.jpg

แดดอ่อนๆ กำลังสาดสีทองของแสงสุดท้ายแห่งวัน ระยิบระยับทาทาบทับไปบนผิวน้ำในทะสาปประจำหมู่บ้าน ระลอกคลื่นต่างออกมาเต้นระริ้วพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดเอื่อยๆ ราวกับกำลังล้อหลอกหยอกเย้ากับเจ้าแมลงปอตัวน้อยที่ถลาร่อนลงแตะผิวน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนบางครั้งผมก็อยากจะถามเจ้าตัวจ้อยปีกบางเหล่านั้นว่า “เจ้าเคยเหนื่อยบ้างไหมนะ .. กับการบินร่อนไปมา .. เพื่อตามหาอะไรสักอย่าง?”

ภาพของคนหนุ่มสาวที่ควงคู่กันออกไปปั่นเรือถีบรูปทรงห่านฟ้าลำเล็กที่มีพื้นที่เฉพาะแค่สองคน ปั่นกันไปคุยกันไปกระหนุงกระหนิงตามประสาคนมีความรักที่อยากใช้เวลาร่วมกันโดยไม่ต้องมีใครมากวนใจอยู่ใกล้ๆ อาหารปลาห่อใหญ่ที่ซื้อมาจากบนฝั่งกำลังถูกโปรยจากมือทั้งสองที่เกาะกุมกันอย่างอบอุ่น เสียงฮุบน้ำดังจ๋อมแจ๋มของเหล่าปลานิลปลาตะเพียนที่ออกมาร่วมวงบุฟเฟ่ต์อาหารเย็นรอบๆ ลำเรือแห่งความรักช่วยทำให้มื้อนี้ไม่ต้องมีน้ำตาลมาเติมเพิ่มกันแต่อย่างใดเลยทีเดียว

ต้นไผ่กอใหญ่สูงชะลูดที่แตกกิ่งก้านผลิใบคมกริบกำลังเอนพริ้วปลิวไสวตามกระแสลมที่พัดเอื่อยๆ ต่างก็พร้อมใจกันกรีดใบบรรเลงเสียงเพลงแห่งสนธยาราวกับว่ากำลังพร่างพรมนิ้วอย่างลื่นไหลไปบนฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินชั้นดีที่สร้างสรรค์บทเพลงโดยนักดนตรีที่ชื่อว่า”ธรรมชาติ”

ผมมีโอกาสได้นั่งชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงามเช่นนี้อยู่ทุกวัน เพราะเป็นสมาชิกวีไอพีของหมู่บ้านนี้ที่ลูกชายซื้อทิ้งเอาไว้ให้ผมได้ใช้ชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณอย่างมีความสุขในสังคมที่อบอุ่นเอื้ออาทรและไว้ใจได้ในความปลอดภัย ก็แน่ล่ะบ้านแต่ละหลังที่นี่ราคาเกือบยี่สิบล้านบนเนื้อที่แต่ละแปลงที่มีขนาดกว่าสองงาน ก็คงไม่น่าแปลกใจใช่ไหมครับที่ผมจะมีทะเลสาปส่วนตัวที่มองเห็นได้จากสนามหญ้าหลังบ้านเอาไว้ให้ได้ซึมซับบรรยากาศแห่งยามเย็นได้อย่างสบายอารมณ์เช่นนี้

อย่าเพิ่งอิจฉาผมกันเลยครับ อ่านเรื่องของผมจบแล้วคุณอาจไม่อยากเป็นผมก็ได้นะครับ

มันไม่ใช่เงินของผมหรอกนะครับที่ซื้อบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ลำพังเงินเดือนครูประชาบาลแค่เดือนละไม่กี่สตางค์คงไม่มีปัญญาหรอกครับ อาศัยว่าเจ้าลูกชายคนเดียวของผมนั้นเค้าทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ และนั่นก็เลยพอจะมีกำรี้กำไรเป็นกอบเป็นกำเอามาซื้อบ้านเอาไว้ให้พ่อแก่ๆ อย่างผมได้อยู่สุขสบายในยามเกษียณราชการกับเค้าบ้าง

ttowerr.jpg

ผมกับลูกอยู่กันแค่สองคนเพราะแม่ของเค้ากันแยกทางกับผมไปตั้งแต่เค้าเพิ่งจะได้สักขวบนึงล่ะมั๊ง ผมเองก็ไม่ได้คิดจะหาแม่ใหม่ให้เค้าหรอก เพราะการที่มีเค้าก็นับเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้วนี่ครับ มาจนวันนี้เค้าเติบใหญ่กลายเป็นเสาหลักคอยค้ำยันเสาไม้เก่าๆ ที่เคยกล้าแกร่งยืนท้าฝ่าแดดลมฝนมาจนเริ่มผุพังให้ยังคงยืนอยู่จนได้เห็นโลกยุคใหม่ในทุกวันนี้ จากการงานหน้าที่อันมีภาระรับผิดชอบสูงมากของเค้าทำให้เราสองคนพ่อลูกมีเวลาคุยกันน้อยลงติดต่อกันน้อยลง เพราะเค้าต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศต่างๆ ในหลายทวีปทั่วโลก

ผมเข้าใจเค้าดี ไม่เคยเรียกร้องให้มาหาเพราะไม่อยากจะรบกวนเวลาทำงานของเค้า ..

แม้จะคิดถึงภาพเก่าในอดีตที่เจ้าตัวน้อยเคยวิ่งขึ้นบันไดเสียงตึงตังรีบมานอนกลิ้งเกลือกเอาขาก่ายกันหลับไปทุกคืนเพราะกลัวพ่อจะหายไป เสียงโหวกเหวกตั้งแต่เช้ามืดของผมที่ตะโกนปลุกเค้าให้รีบลุกขึ้นมาอย่างยากเย็นเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน ในขณะที่มือทั้งสองข้างของผมก็กำลังตระเตรียมอาหารเช้าให้พร้อม แล้วสองพ่อลูกก็บิดมอเตอร์ไซค์คันเก่าคร่ำออกไปกระทำภารกิจของตัวเอง ผ่านสองข้างทางที่ชีวิตของคนบ้านนอกในแต่ละวันได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับแสงแดดอ่อนสอดส่องแยงตาจนต้องหรี่ตาแทบมองไม่เห็นทาง เคยกลิ้งตกข้างทางทั้งพ่อทั้งลูกลงไปในทุ่งนาที่รวงข้าวสีทองสวยกำลังชูช่อปลิวไสวจนเมล็ดข้าวเปลือกในรวงกระจายเกลื่อน ได้แผลกันไปคนละสอง-สามแผลกว่าจะไปถึงโรงเรียนประจำอำเภอได้อย่างทุลักทุเล นึกถึงทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ทุกทีสิน่า

ภาพแห่งรอยยิ้มที่ฟันหน้าทั้งสองซี่หายไปยังคงติดตาผมไม่เคยลืมเลือน ครั้งนั้นมีอยู่วันนึงเค้าวิ่งเข้ามาหาผมอย่างหน้าตาตื่นแล้วแบมือเล็กๆ ออกมาโดยกลางฝ่ามือน้อยๆ นั้นมีฟันซี่เล็กที่เพิ่งหลุดออกมา แล้วเค้าก็บอกผมว่า ..

“หนูเอาลิ้นดุนเล่นไปมามันก็หลุดออกมาเลยครับป๊ะป๋า .. แล้วมันจะงอกมาใหม่หรือเปล่าครับ? .. แล้วเลือดหนูจะไหลจนหมดตัวหรือเปล่าครับ? .. แล้ว .. แล้ว .. แล้ว …..”

คำถามมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากเด็กชายวัยเพียงแค่ย่างสี่ขวบ ทำเอาผมซึ่งเป็นพ่อตามตอบให้ไม่ทันจริงๆ ก็เลยได้แต่บอกว่า ..

“เดี๋ยวเราเอาฟันของหนูไปโยนขึ้นหลังคากันนะ โยนขึ้นไปสูงๆ ฟันจะได้ขึ้นเร็วๆ “ ..

“แล้วทำไมต้องโยนขึ้นไปบนหลังคาด้วยล่ะครับ? .. แล้วทำไมโยนขึ้นไปสูงๆ มันถึงขึ้นเร็วล่ะครับ?” ..

ผมได้แต่อมยิ้มกับความไร้เดียงสาของเจ้าตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความช่างสงสัย ซึ่งบางคำถามก็ไม่รู้จะอธิบายให้เค้าเข้าใจได้อย่างไร

5.gif

ความทรงจำในวันที่ก้าวแรกของเค้าได้เริ่มนับหนึ่ง ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้งหลายครา กว่าเค้าจะโผเข้ามาหาผมที่ยืนรอประคองเค้าอยู่จนได้ วันที่ผมพาเค้าออกไปหัดเดิน ผมเดินถอยหลังแล้วจับสองแขนเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยผิวขาวหน้ากลมๆ ใส่เสื้อกล้ามสีเหลืองอ่อนกับผ้าอ้อมลายการ์ตูนผืนใหญ่ ใส่ร้องเท้าสีแดงคู่เล็กที่ส่งเสียงดังปี๊ดๆ ทุกครั้งที่เท้าเล็กๆ เหยียบลงไป เพื่อช่วยพยุงให้เค้าได้เดินเตาะแตะๆ อยู่หน้าบ้านของเรา ..

ภาพของการไปโรงเรียนวันแรกที่ผมนั่งสอนเค้าผูกเชือกรองเท้า ซึ่งเค้าเองก็พยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที จนสุดท้ายผมต้องเข้าไปผูกให้จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนสายและผมก็จะได้ไม่ต้องไปสอนหนังสือสายเช่นกัน เค้าไม่เคยร้องไห้หรือเกลียดกลัวกับการไปโรงเรียนเพราะเค้าคุ้นเคยกับการไปโรงเรียนกับผมตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ เค้าชอบที่จะอยู่คอยที่โรงเรียนในเวลาที่ผมต้องอยู่เวรหรือตรวจการบ้านเด็กเพราะเค้าจะได้มีเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันวิ่งเล่นสนุกสนานจนค่ำมืดลืมหิวลืมกินกันทั้งพ่อทั้งลูกซะทุกทีไป

เสียงท่องสูตรคูณดังเจื้อยแจ้วแว่วมาทุกวันตอนเย็นๆ แบบนี้ เคล้ากับเสียงดังฉ่าๆ จากน้ำมันที่กำลังเดือดพล่านของปลาช่อนแห้งทอดที่ผมเพิ่งโยนลงไปในกระทะก้นดำเมี่ยงจากควันไฟร้อนระอุของเตาถ่านที่อยู่ด้านในสุดของตัวบ้าน ร่วมกับแกงเขียวหวานไก่ใส่มะเขือถุงใหญ่ที่ซื้อเหมาส่วนที่เหลือติดก้นหม้อมาจากแม่ค้าขายกับข้าวในตลาดเอามาเทใส่หม้อใบเล็กเพื่ออุ่นให้ร้อนซึ่งขณะนี้ก็กำลังเดือดปุดๆ อยู่เช่นกัน และทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นอาหารมื้อเย็นของเราสองพ่อลูก กินกับข้าวสวยร้อนๆ ที่กำลังระอุพ่นควันหอมฉุยจนฝาหมอหุงข้าวกระพือจากไอน้ำที่พวยพุ่งดันขึ้นมาจนดังโคล้งเคล้ง มันเป็นภาพชีวิตประจำวันของเราสองพ่อลูกที่ไม่ว่าจะหลับตานึกถึงขึ้นมาครั้งใดก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนราวกับเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานนี้นี่เอง

ก็อาจจะมีสักวันนึงนะที่เค้าอาจจะต้องมาคอยตอบคำถามที่ผมคอยถามย้ำซ้ำๆ อยู่เรื่อยเพียงเพราะผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าผมถามไปหรือยัง? ..

อาจจะมีสักวันที่เค้าอาจจะต้องสอนให้ผมใช้โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เค้าซื้อให้เพียงเพราะผมไม่สามารถจะเข้าใจวิธีการใช้งานที่ซับซ้อนเกินไปของมันได้ ..

อาจจะมีสักวันที่เค้าอาจจะต้องใส่รองเท้าให้ผมเพียงเพราะผมไม่สามารถจะใช้มือเหี่ยวย่นคู่นี้ผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป ..

หรืออาจจะมีสักวันที่เค้าอาจจะต้องให้ผมเกาะไหล่เพื่อพยุงให้ขาทั้งสองข้างที่อ่อนแรงเต็มทีของผมได้ก้าวเดินไปพร้อมกับเค้าอีกครั้ง ..

NjpUs24nCQKx5e1DHZWo4nsdC6q19TbSkJbqbbAOSMM.jpg

แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่อาจจะเป็นได้ ถ้าเจ้าตัวน้อยของผมไม่ได้อยู่ที่นี่ ..!!!

และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด หรือเค้าจะโตขึ้นสักแค่ไหน อย่างไรเสียเค้าก็ยังเป็นเจ้าเด็กน้อยแสนซนคนเดิมของผมอยู่เสมอ

พรุ่งนี้แล้วสินะที่ผมจะได้เจอเค้าอีกครั้ง จากหลายเดือนก่อนที่เค้าไปติดต่อธุรกิจกับบริษัทใหญ่ในยุโรปเพื่อทำโครงการที่เพิ่งประมูลได้จากส่วนราชการหนึ่งแล้วขาดการติดต่อกับผมนับจากนั้น

สองมือของผมยังกำหนังสือพิมพ์เล่มเก่าในมือแน่นจนยับยู่ยี่ กัดฟันจนกรามเป็นสันนูนขึ้นมา น้ำตาไหลพราก กับหัวใจของผู้เป็นพ่อที่แตกสลายลงไป กับพาดหัวข่าวเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ MH17 ถูกยิงตกที่ยูเครน ผู้โดยสารทั้ง 298 คนเสียชีวิตทั้งหมด

เจ้าหน้าที่จากสถานฑูตโทรมาเมื่อหลายวันก่อนเพื่อแจ้งหมายกำหนดการการส่งศพลูกชายผมที่เป็นหนึ่งในผู้โดยสารของสายการบินมรณะเที่ยวนั้นกลับจากประเทศเนเธอร์แลนด์ให้ผมทราบ

แม้บ้านผมจะหลังใหญ่สักเพียงใด แต่มันก็เป็นบ้านที่ไม่มีคนที่เรารักอยู่ด้วยอีกแล้ว มันจะหาความสุขได้จากไหนกันละครับ ผมยังคงเฝ้ารอเสียงโทรศัพท์โดยหวังว่ามันจะดังขึ้นและเสียงจากปลายสายจะเป็นเจ้าของเสียงที่ผมอยากได้ยิน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม ..

ผมได้แต่ภาวนาให้ปาฏิหารย์มีจริงสักครั้ง ..

 

--- นายเมษา ---
พุธ 29 เมษายน 2558 เวลา 23:46 น.

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

ฝันร้าย .. ที่ปลายทาง ..


cover-slum3
แสงแดดของเช้าวันใหม่เริ่มสาดแสงสดใสขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อตลอดค่ำคืนที่ผ่านได้ยินแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ ระคนกับเสียงดังจั่กๆ ของเม็ดฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีเก่าคร่ำสนิมเขรอะ สายฝนอ่อนๆ ที่โปรยปรายมันพัดพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาเกาะกุมในหัวใจของสมพงศ์ หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกว่าจากผืนแผ่นดินที่ราบสูงที่เข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองใหญ่ด้วยเพราะเหตุว่าผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลจากนาผืนน้อยที่ตกทอดจากบรรพบุรุษเพียงแค่หยิบมือนั้นมันไม่เพียงพอต่อภาระปากท้องของทั้งเมียกับลูกเล็กๆ อีกสองคนนั่นเอง
ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวอีสานอีกหลายๆ คนที่ต่างก็เข้ามาตามหาความฝันในเมืองหลวงเช่นเดียวกับเขา ด้วยวัยและสุขภาพที่ทรุดโทรมอย่างมากจากการทำงานหนักมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยจึงมีไม่กี่อาชีพที่เขาจะทำได้ หนึ่งในนั้นก็คือการขับแท็กซี่ แม้ตัวของเขาเองก็ไม่เคยขับรถมาก่อนแต่ในยามนี้ก็ไม่มีหนทางใดๆ ให้เขาเลือกได้มากมายนัก เถ้าแก่เจ้าของอู่เองก็ไม่ได้ใส่ใจจะไปว่าอะไรเพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ดีกว่าปล่อยรถจอดเอาไว้เฉยๆ ไม่ได้อะไรขึ้นมา และก็นับว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลยทีเดียวกับค่าเช่ารถรุ่นเก่ารวมกับเติมแก๊สแล้วตกแค่ประมาณเจ็ด-แปดร้อยบาท วิ่งทั้งวันได้ลูกค้าต่อเนื่องหน่อยก็ยังพอมีเงินเหลือเก็บได้พอสมควรอยู่เหมือนกัน ดูๆ ไปแล้วดูเขาจะถูกโฉลกและดวงคงจะสมพงศ์สมชื่อกับเจ้าแท็กซี่คันนี้ทีเดียว มีลูกค้าตลอดทั้งวันวิ่งเที่ยวต่อเที่ยวกันเลย ประกายความหวังที่ได้เห็นครอบครัวลืมตาอ้าปากได้เริ่มผุดขึ้นมาในแววตากร้านโลกคู่นั้นอย่างสุกใส
slum2
เขาลืมตาลุกขึ้นบิดตัวสะบัดหัวไล่ความง่วงแต่ก็รู้สึกเหมือนจะไม่สบายเนื้อตัวรุมๆ แต่ก็หนาวเหน็บจากข้างในเหมือนจะเป็นไข้ แล้วก็รู้สึกเจ็บคออย่างมากจนเสียงแหบแห้งแทบไม่สามารถพูดได้เลยด้วยซ้ำ ยาแก้ไข้แก้อักเสบก็เลยจำต้องถูกกล้ำกลืนผ่านช่องคอเข้าไปด้วยความยากลำบากเพราะมันจะเจ็บจี๊ดแทบน้ำตาไหลทุกครั้งที่ยาแต่ละเม็ดผ่านหลอดคอลงไปสู่กระเพาะ แต่อย่างไรเสียชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป คนจนอย่างเขาไม่มีสิทธิจะมานอนป่วยถ้าหากยังพอมีแรงก็ต้องดิ้นรนออกไปหาเงินให้ได้
เช้าวันอาทิตย์หลังฝนตกแบบนี้ส่งผลให้อากาศยามปลายฝนต้นหนาวเย็นสบายสดชื่นยิ่งนัก หยาดน้ำฝนปนน้ำค้างยังคงเปียกปอนอยู่บนยอดหญ้ากลิ้งไปมาสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับดูสวยงามจับตาจับใจ เสียงดีเจวิทยุรายการลูกทุ่งเมืองหลวงกำลังพูดคุยกับผู้ฟังอย่างเขาผ่านหน้าปัทม์วิทยุอย่างสนุกสนาน สำเนียงเสียงภาษาบ้านเกิดที่ได้ยินมันช่วยให้ใจครื้นเครงไปตามจังหวะเพลงหมอลำที่ขับขานเคียงคู่ไปบนถนนยามเช้าที่ยังโปร่งโล่งไร้วี่แววของรถติด สมพงศ์ขับเจ้าแท็กซี่คู่ใจชิดซ้ายกินลมชมวิวไปเอื่อยๆ ไม่นานนักยังไม่ทันที่เพลงโปรดของเขาจะบรรเลงจบเขาก็ได้ลูกค้ารายแรกของวันนี้
“ไปสุขาภิบาล 5 มีนบุรี .. ” เสียงแหบแห้งของชายหนุ่มเสื้อสีฟ้าอ่อนเอ่ยถาม
สมพงศ์หรี่เสียงเพลงจากวิทยุลงพร้อมพยักหน้าเป็นการตอบรับ ชายหนุ่มก้าวขึ้นนั่งเบาะหลังด้านซ้ายพร้อมเสียงปิดประตู รถวิ่งไปตามถนนสุขาภิบาล 3 สู่มีนบุรี เสียงเพลงยังดังแผ่วๆ  สลับกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องแอร์ในรถดังหวือๆ แต่ทำไมบรรยากาศในรถถึงได้เย็นยะเยือกขนาดนั้น
เขาเหลือบมองผู้โดยสารผ่านกระจกมองหลังก็สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มนั่งก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือของตัวเองพร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ผมเปียกหมาดๆ ที่ปรกลงมาทำให้มองเห็นหน้าผู้โดยสารของเขาไม่ค่อยชัดเจนนัก เสื้อสีฟ้าอ่อนที่มีรอยขี้โคลนติดชายเสื้อตัวนั้นก็ดูจะเปียกชื้นเหมือนตากฝนมาทั้งคืน รถวิ่งผ่านแยกแล้วแยกเล่าเข้าสู่พื้นที่ชานเมืองที่กลุ่มบ้านพักอาศัยเริ่มเว้นระยะห่างออกไปเรื่อยๆ สลับแซมด้วยป่าหญ้าป่ากกสีเหลืองคล้ำที่ยืนสะบัดใบสูงอยู่ข้างทาง ถนนสุขาภิบาล 5 ขณะนั้นยังเป็นถนนที่เพิ่งตัดใหม่เป็นส่วนต่อขยายจากสุดถนนสุขาภิบาล 3 หมู่บ้านใหม่ๆ เริ่มผุดขึ้นบ้างแล้วตามอัตราการขยายตัวของเมืองใหญ่ ถึงกระนั้นก็ยังคงสภาพบรรยากาศของความเป็นชนบทชานกรุงอย่างได้อย่างไร้รอยต่อ ถ้าต้องมาส่งผู้โดยสารในเวลากลางค่ำกลางคืนก็เสี่ยงที่จะถูกลวงมาจี้ปล้นได้ง่ายๆ จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่คนขับแท็กซี่ว่ามีหลายคนหลายคันที่โดนมาแล้วกับตัวเอง บางคนเสียแค่ทรัพย์สิน แต่บางคนถึงขั้นเลือดตกยางออกหรือเสียชีวิตไปเลยก็มี เขาเลยเปลี่ยนช่องรายการวิทยุไปฟังรายงานจราจร เสียงโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวอาสาต่างโทรเข้ามารายงานข่าวใหญ่ประจำเช้าวันอาทิตย์ด้วยเรื่องฆ่าชิงทรัพย์แท็กซี่แล้วเผาอย่างสุดโหดย่านสุขาภิบาล 5 มีนบุรีที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา
เสียงรายงานข่าวจากที่เกิดเหตุของนักข่าวอาสาจราจรที่ขณะนี้ปรับเปลี่ยนตัวเองไปเป็นนักข่าวสายอาชญากรรมเป็นการชั่วคราวกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วผ่านเทคโนโลยี 4 จีของเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของประเทศ ด้วยการเลียนแบบสไตล์การย่อยข่าวใส่ไข่เติมแต้มสีสันให้สนุกสนานชวนให้น่าติดตามแบบการรายงานข่าวยุคใหม่ผ่านสื่อประสมยุคปัจจุบันของผู้สื่อข่าวสาวตัวดำๆ จากรายการข่าวหลายมุมมองหลากมิติของช่องน้อยสี โดยมีเนื้อความประมาณว่า ...
“จากซอยลัดแคบๆ ที่ใช้หลีกเลี่ยงการจราจรบนถนนใหญ่นั้นบัดนี้ดังระงมไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่มูลนิธิ เจ้าหน้าที่พยาบาลฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังระงมของเหล่าบรรดาไทยมุงที่ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันถึงความโหดเหี้ยมทารุณของคนร้ายที่ฆ่าชิงทรัพย์ปาดคอคนขับจนแทบขาดดับอนาถอยู่ในคูน้ำข้างรถแท็กซี่ที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมไปทั้งคัน ตอนนี้ศพถูกห่อด้วยผ้าขาวโดยที่ยังเห็นชายเสื้อสีฟ้าเปื้อนเลือดเกรอะกรังเคล้าดินโคลนแลบออกมานอกผ้าเล็กน้อย ….. บลา บลา บลา …” คนฟังก็สนุกโดยยังได้รับรู้ข่าวสารไปด้วยพร้อมๆ กันเช่นเดียวกับสมพงศ์ในขณะนี้
assassin
ขณะที่รถแท็กซี่ของสมพงศ์วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุก็มีเสียงครางฮือๆ เบาๆ ในลำคอพร้อมเสียงกัดฟันกรอดๆ ราวกับโกรธแค้นใครอย่างหนักดังมาจากเบาะผู้โดยสารด้านหลังทำลายความเงียบสงัดที่ต่างนั่งอึดอัดกันมาตลอดการเดินทาง แล้วผู้โดยสารนิรนามก็เริ่มบทสนทนา
“คนร้ายมันใจโฉดจริงๆ คนเค้าออกมาทำมาหากินก็ยังจะไปทำเค้าอีก จะเอาเงินเอาทองก็เอาไป ทำไมต้องไปฆ่าไปแกงกันด้วยด้วยนะ .. ว่าไม๊ ..?” เจ้าของเสียงแหบชวนคุยพร้อมทิ้งคำถามในตอนท้าย
“นั่นน่ะสิ คนที่อยู่ข้างหลังคงต้องลำบากแน่ๆ ที่ต้องเสียหัวหน้าครอบครัวไปแบบนี้” สมพงศ์เอ่ยปากเห็นด้วยกับเค้า
“แล้วนี่ไม่กลัวถูกจี้ถูกปล้นบ้างหรือ .. มาส่งที่เปลี่ยวๆ แบบนี้น่ะ” เค้าถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“โอ๊ยยยย .. นี่มันเช้าแล้ว .. ถ้าเป็นกลางค่ำกลางคืนดึกดื่นผมก็ไม่มาหรอก” สมพงศ์ตอบแบบระแวง ประสาททุกส่วนเริ่มตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือว่าเค้าจากมาไม้ไหนกันแน่
“กลางวันก็โดนได้นะ ..” เจ้าของเสียงแหบพร่านั้นสอดส่ายสายตากราดเกรี้ยวจ้องผ่านกระจกมองหลัง
ทันใดนั้นสมพงศ์ก็รู้สึกเย็นวาบเข้าที่ด้านข้างจากคมมีดมันวาวยาวราวๆ ครึ่งฟุตที่คมกริบกำลังหันปลายแหลมเข้าสู่กลางลำตัวของเขา พร้อมกับคิดในใจ “โดนซะแล้วกู ..”
desolate-village
รถผ่านพ้นทางเลี้ยวของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านเขตติดต่อระหว่างมีนบุรีกับลาดกระบัง คล้ายกับหมู่บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้วโครงการพับไปช่วงฟองสบู่แตก แต่กับบางบ้านก็จำต้องเข้ามาอยู่เพราะเงินมัดจำก็จ่ายไปแล้ว ทำเรื่องกู้แบงค์ผ่านไปด้วยดีต้องเป็นหนี้ไปแล้วอีก 25 ปี หมดทุนรอนไปแล้วก็เยอะ ครั้นจะไปอยู่ที่อื่นก็ไม่มีเงินก้อนอีกแล้ว สภาพถนนคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง 6 เมตรในหมู่บ้านจึงค่อนข้างทรุดโทรมแต่ก็ยังใช้การได้ดี ผิดกับสองข้างทางนั่นต่างหากที่ทำให้ชวนสยองพองเกล้าเพราะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าคารกชัฏที่สูงท่วมหัว เหมาะจะเป็นสถานที่ก่ออาชญากรรมเป็นที่สุด
สมพงศ์ต้องจำยอมขับมาตามคำสั่งของผู้ที่กุมชีวิตเขาไว้ในกำมือด้วยมัจจุราชสแตนเลสในเงื้อมือพญายมอันมีชื่อเรียกในโลกแห่งความเป็นจริงว่าโจรในคราบผู้โดยสารนั่นเอง เหงื่อกาฬเม็ดเป้งแตกพลั่กๆ ไหลรินผ่านใบหน้าซีดเผือด เสื้อสีฟ้าที่ใส่ขับรถทุกวันมันเปียกชุ่มโชก หัวใจเต้นแรง พลันคิดถึงหน้าเมียรักและลูกเล็กๆ ทั้งสองที่ต่างรอคอยวันกลับไปหาที่บ้านนอกของเขาในสัปดาห์ถัดไป
แต่ชีวิตของเขาก็อาจจะอยู่ไม่ถึงเสียแล้ว เพราะบัดนี้ความอยู่รอดของเขากำลังถูกแขวนอยู่บนด้ายเส้นเล็กๆ บางเบา ที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ แต่ละวินาทีแห่งชีวิตกำลังเยื้องย่างผ่านไปอย่างเนิบช้า มันช่างเป็นห้วงเวลาแห่งความสิ้นหวังโดยแท้ ที่ตัวเองไม่สามารถแม้จะรักษาสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่เอาไว้ได้ เพียงเพราะมันถูกกำหนดความเป็นความตายจากชายนิรนามผู้หนึ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักมักจี่กันเสียด้วยซ้ำ
“จอดตรงนี้แหละ .. ดูเอาไว้ว่าตรงนี้นี่คือที่ตายของแกล่ะ ..” เสียงแหบพร่าคำรามก้อง
สิ้นเสียงสุดท้ายจากโจรร้ายใจทมิฬ .. ไม่ต้องมีคำอ้อนวอน ไม่มีเสียงร้องขอชีวิตอีกต่อไป มีดเล่มนั้นถูกดันแหวกกลีบเนื้อข้างลำตัวผ่านกระบังลมทะลุตรงเข้าสู่ปอด สมพงศ์เจ็บแปล๊บในหน้าอกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เสียงอากาศพุ่งสวนออกมาดังฟรี้ๆ ผู้โดยสารนิรนามยังนั่งยิ้มดูสมพงศ์ตาเหลือกลานจากอากาศที่กำลังหมดไปจากปอดของเขา เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากแผลสาดกระเซ็นเป็นฝอยไปทั่วเบาะคนขับ มีดถูกชักออกมาแล้วคราบเลือดยังไหลหยดจากปลายมีด
killer-knife
มือขวาของเจ้าฆาตกรโรคจิตที่ดูผอมเกร็งปูดโปนของเส้นเลือดซึ่งก็ดูไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงเท่าใด แต่บัดนี้กลับจิกแน่นบนเส้นผมของสมพงศ์ที่กำลังชักกระตุกเป็นห้วงๆ ในยามที่ใกล้จะหมดลมหายใจและสติสัมปชัญญะสุดท้ายใกล้จะดับลงเต็มที พร้อมกับรั้งมาด้านหลัง ใบหน้าถูกเงยขึ้นจากแรงดึง คางเชิดสูงเปิดพื้นที่ส่วนของลำคอให้เหยียดตึง และมีดเล่มเดิมนั่นเองก็บั่นคมของมันลงไปที่คอของสมพงศ์ด้วยแรงจากอีกมือของมัน คมมีดยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ เฉือนเนื้อชำแรกผิวหนังสู่เส้นเอ็นแล้วผ่านสู่หลอดเลือดเป็นแนวนอนไปจนสุดหยุดที่ความแข็งของกระดูกต้นคอ แต่ก็ทำให้ส่วนคอของสมพงศ์ไร้ซึ่งการยึดโยงจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นใดๆ ของร่างกายอีกต่อไป ด้วยน้ำหนักของหัวจึงทำให้ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงนั้นนั่นเอง
เลือดในร่างของสมพงศ์พุ่งกระฉูดราวกับเปิดก๊อกน้ำที่บ้านนอกของเขา สาดเปียกลื่นคละเคล้ากลิ่นคาวเลือดที่กระจายฟุ้งไปทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมกับเสียงแหบแห้งของชายนิรนามที่หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจแว่วมาให้ได้ยินในสัมผัสสุดท้าย มันช่างเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสเหมือนกับถูกมีดโกนเป็นล้านๆ เล่มกรีดลงไปบนเนื้อของเขาพร้อมๆ กัน และแล้วแสงสว่างในดวงจิตก็ดับวูบลงไปพร้อมกับความมืดมิดราวกับท้องทุ่งนาบ้านเราในคืนเดือนแรมที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างนำทางก็ก้าวเข้ามาแทนที่
สมพงศ์ไม่รู้สึกเจ็บอีกแล้ว แค่รู้สึกแสบๆ ในโพรงจมูกและลำคอเหมือนเป็นหวัดลงคอเท่านั้น เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง รู้สึกตัวเบาเหมือนล่องลอยได้ แสงสว่างจ้าพุ่งเข้าตาของเขาอย่างจังทำเอาตาพร่าไปชั่วขณะ แต่ก็พอจะมองเห็นลางๆ ว่ามีนางฟ้าใส่ชุดสีขาว 4-5 องค์ ลอยละล่องไปมาอยู่รอบๆ ตัวเขา นี่เขาตายแล้วได้มาอยู่บนสวรรค์หรือนี่ เขากระพริบตาถี่ๆ อีกครั้งเพื่อจะได้เห็นสวรรค์ตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น
ที่นี่มันไม่ใช่สวรรค์นี่นา .. นี่มันโรงพยาบาลต่างหากล่ะ นางฟ้าที่เห็นเมื่อกี้ก็คือนางพยาบาลนี่เอง .. ก็แสดงว่าเขายังไม่ตายน่ะสิ แล้วนี่เขามาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ยังไง? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับดอกเห็นหน้าฝน แต่ก่อนที่สมพงศ์จะเอ่ยปากถามอะไร ชายหนุ่มในเสื้อสีฟ้าดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะคุ้นๆ หน้าก็เดินเข้ามาที่ข้างเตียง พร้อมกับเอ่ยถาม ..
“ฟื้นแล้วเหรอพี่พงศ์ สลบไปตั้งสามวันนึกว่าพี่จะแย่ซะแล้ว” เสียงของบุญสม รุ่นน้องคนสนิทที่ขับแท็กซี่ร่วมอู่เดียวกันกับสมพงศ์กล่าวทัก
“เถ้าแก่เห็นพี่หายไปสองวันไม่ยอมมาส่งรถ ไม่โทรมาบอกอะไรเลย เงินค่าเช่าพี่ก็ไม่เอามาจ่าย เค้าเลยให้ผมไปตามพี่ผ่านจีพีเอสแทร็คเกอร์ ก็ไปเจอพี่นอนสลบไสลไข้ขึ้นสูงในรถที่จอดอยู่กลางหมู่บ้านร้างแถวๆ มีนบุรีโน่นแน่ะ ผมก็เลยพามาส่งที่โรงพยาบาลนี่แหละ” บุญสมร่ายยาวเหมือนรู้ใจเลยช่วยตอบข้อสงสัยทั้งหมดของสมพงศ์ได้ในคราวเดียว
“หมอบอกว่า พรุ่งนี้พี่ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมารับนะพี่ .. ” บุญสมกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะออกไป
taxi-blue
ตอนสายของวันต่อมาชายหนุ่มสองวัยนั่งมาบนรถแท็กซี่สีฟ้าทะเบียน ทน 313 กรุงเทพมหานครที่กำลังมุ่งหน้าไปตามถนนมิตรภาพสู่อำเภอหนึ่งของจังหวัดใหญ่ในภาคอีสานตอนล่าง เพื่อเดินทางกลับสู่บ้านเกิดของสมพงศ์ที่เมียรักและลูกน้อยคอยอยู่อย่างใจจดใจจ่อ พวกเขามาถึงบ้านตอนบ่ายสามกว่าๆ แต่ที่บ้านของสมพงศ์กลับไม่มีใครอยู่เลยสักคน เสียงหมาเห่ากรรโชกตลอดทางทั้งหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะเป็นธรรมชาติของพวกมันเพราะมีรถแปลกถิ่นเข้ามาในเขตปกครองของพวกมันนั่นเอง
บุญสมดูจะไม่สนใจกับเสียงเห่ากันขรมของหมาพันธุ์ไทยหน้าตาบ้านๆ เหล่านั้น แถมบางตัวยังมีหอนรับเสียด้วยสิ เขาเร่งความเร็วขึ้นอีกนิดเหมือนจะรีบไปให้ทันบางอย่าง มุ่งหน้าสู่วัดประจำหมู่บ้านที่ดูราวกับมีงานกันในวันนี้ เผื่อว่าอาจจะเจอครอบครัวของสมพงศ์อยู่ที่นั่นบ้าง
สี่โมงเย็นแล้วแท็กซี่ของบุญสมจอดยังอยู่หน้าวัด แต่เหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นรถสีฟ้าหน้าตาแปลกถิ่นทะเบียนกรุงเทพคันนี้แต่อย่างใด ดูทุกคนยังคงทยอยกันเดินเข้าไปร่วมงานศพของใครบางคนกันอยู่ สมพงศ์นั่งอยู่ในรถพลางสอดสายตามองหาเมียและลูกๆ ของเขา แต่แล้วจู่ๆ เขาก็รู้สึกร้อนไปทั้งตัวอย่างหาสาเหตุไม่ได้ทั้งที่แอร์ในรถก็ยังเปิดอยู่พร้อมทั้งส่งกระจายความเย็นจนทั่วทั้งห้องโดยสาร รถแท็กซี่สีฟ้ารุ่นใหม่แบบนี้ระบบแอร์ยังไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใดนี่นา แต่ทำไมเขายังรู้สึกร้อนและก็ยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย หรือจะเป็นเพราะไข้กลับกันแน่..?
Funeral-pyre
ควันสีดำกำลังลอยละลิ่วออกจากปากปล่องของเมรุที่อยู่ด้านหลังของวัด คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายในชุดไว้ทุกข์สีดำเดินถือรูปคนหนึ่งกลับออกมาจากวัด มันเป็นรูปของชายอันที่เป็นที่รักของญาติมิตร เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นสามีของหญิงคนหนึ่งที่กำลังน้ำตานองหน้า และที่สำคัญเป็นพ่อของเด็กทั้งสองคนที่เดินออกมาพร้อมกันอีกด้วย ภาพของลูกเมียที่เดินร้องไห้กลับบ้านนั่นคือความทรงจำสุดท้าย สมพงศ์เข้าใจเรื่องทุกอย่างโดยชัดเจน
“งานของพี่พงศ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปงานผมกันบ้างนะพี่” บุญสมพูดพลางขับรถออกไป ทิ้งหมู่บ้านอันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดของสมพงศ์ไว้ข้างหลัง ทน 313 สีฟ้าคันนี้ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปสู่จังหวัดใหญ่ทางภาคตะวันตกของประเทศ พลันสมพงศ์ก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่ที่เบาะหลัง เป็นหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายของเมื่อห้าวันก่อน โดยมีพาดหัวตัวใหญ่ว่า ..
car-crash9
“ชนวินาศ 9 คันสังเวยสงกรานต์” กับภาพข่าวของรถแท็กซี่สีฟ้าถูกอัดก็อปปี้จนเครื่องยนต์และตัวถังรถทั้งหน้า-หลังยุบเข้ามารวมกับห้องโดยสาร คนขับร่างแหลกเหลวเละติดอยู่กับซากรถจนเกินกว่าจะงัดแงะออกมาได้ครบทุกชิ้น
 
 
เขียนโดย : นายเมษา
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558 เวลา 01:15 น.













































วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

เพื่อน(เก่า)มาร่วมทาง ..

songkran-festival-gonorththailand_com.jpg
Picture by http://gonorththailand.com

“ไกลห่างกันครั้งใด .. หัวใจไม่เคยว่างงาน ..
เพราะว่าคิดถึงเธอทุกวัน .. เป็นคนสำคัญที่ฝันอยากเจอ ..
คิดถึงเสมอเพียงเจอ .. คนหน้าคล้ายๆ ..
ฟังคนพูดเรื่องใด .. หัวใจก็แปลเป็นเธอ ..
นับแม้เศษนาที .. คอยวันที่กลับมาเจอ ..
ไม่เห็นก็ห่วงเสมอ .. ถามถึงเธอในใจยามเหงา ..”

เสียงหวานๆ ของคุณก๊อต จักรพันธ์ อาบครบุรี ในบทเพลง “แทนความคิดถึง” ที่โด่งดังเป็นพลุแตกร้องติดปากกันทุกเพศทุกวัยทั้งชาย-หญิงหรือยังไม่แน่ใจเพศตัวเอง และทั้งเด็กผู้ใหญ่เฒ่าชะแลแก่ชรา ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังกังวานลอดผ่านลำโพงตัวเล็กๆ เก่าคร่ำคร่าจะพังแหล่มิพังแหล่ที่ผูกด้วยเชือกฟางยึดติดไว้กับราวเหล็กด้านในหลังคาผ้าใบของรถสองแถวประจำทางที่มุ่งเข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศพร้อมกับผู้โดยสารนับสิบคนที่แออัดกันในเที่ยวนี้ เพราะการที่จะพลาดรถในแต่ละเที่ยวนั่นมันหมายถึงว่าการเสียเวลารออีกครึ่งวันกับรถโดยสารขนาดเล็กที่มีเพียงสายเดียวที่จะผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านของพีรพล เจ้าหนุ่มเหนือหน้ามนที่ได้วันหยุดยาวจากงานที่ทำเลยตั้งใจกลับมาไหว้แม่ที่ไม่ได้เจอหน้ากันกว่า 7 ปีตั้งแต่ได้ทุนไปเรียนที่กรุงเทพฯ และถือโอกาสมารดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ตามประเพณีในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ด้วยเลย

แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะการเดินทางในช่วงเทศกาลแบบนี้ ถนนสายสำคัญที่มุ่งสู่ภาคเหนือและภาคอีสานนั่นจะคราคร่ำไปด้วยปริมาณรถยนต์จำนวนมากมายมหาศาล ทำเอาพีรพลที่ออกเดินทางจากเมืองหลวงด้วยรถทัวร์เที่ยวสุดท้ายของวันเสาร์ที่ 12 เมษายนในราวๆ ห้าทุ่มเศษ แต่มาถึงสถานีขนส่งในตัวจังหวัดเอาตอนเกือบห้าโมงเย็นของวันรุ่งขึ้นและจากตรงนั้นก็นับว่ายังดีที่ทันรถสองแถวเที่ยวสุดท้ายที่จะออกในเวลาหกโมงเย็นและนั่นก็เป็นวิธีเดียวที่จะเข้าไปยังหมู่บ้านของเขาได้

bus-terminal-www2_manager_co_th.jpg
Picture by http://www2.manager.co.th

ผู้คนเริ่มทยอยกันขึ้นมานั่งบนรถจนแน่น ถึงจะยืนบ้างนั่งบ้างยังไงก็คงต้องแบ่งๆ กันไปเพราะนี่เป็นรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ตามประสาคนบ้านนอกแต่ก็เอื้อเฟื้อกันไปตามแต่พอจะช่วยกันได้จนท้ายรถสองแถวคันนั้นแทบจะระไปกับพื้น หน้ารถเชิดขึ้นจนคนขับแทบจะมองไม่เห็นถนนแล้ว ล้อหมุนช้ากว่ากำหนดเวลาไปราวครึ่งชั่วโมงเพราะลุงมีคนขับบอกว่าต้องรอผู้โดยสารอีกคนนึงก่อน แต่เท่าที่เขาสังเกตก็ไม่ได้เห็นวี่แววของผู้โดยสารลึกลับคนนั้นแต่ประการใด แล้วรถสองแถวคันเก่าคร่ำจึงได้เริ่มออกเดินทาง

ช่วงชั่วโมงแรกนั้นเส้นทางเรียบราบแบบฉบับถนนในเมือง มีคนเริ่มทยอยลงไปตามรายทางหลังจากผ่านหมู่บ้านไป 5-6 หมู่บ้าน รถเริ่มเบากลับมาอยู่ในระนาบปกติ เหลือคนในรถอีกไม่ถึง 10 คนแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดลงไปทุกขณะ อากาศที่เคยร้อนระอุในตอนกลางวันก็เริ่มเบาบางลงบ้าง เพราะหลังจากนี้จะเป็นเส้นทางช่วงที่อยู่บนสันเขาทั้งสิ้นจนถึงปลายทางที่หมู่บ้านของพีรพล ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงกับถนนราดยางแอลฟัสท์ขนาด 2 ช่องจราจร ที่นานๆ จะเห็นไฟสูงส่องสาดมาแต่ไกลของรถที่วิ่งสวนมาสักคัน ด้วยความชำนาญของลุงมีคนขับที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเขากับเส้นทางสายนี้ที่แกขับมานับสิบปีจึงเป็นที่อุ่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน ดังนั้นจากการเดินทางอันแสนทรหดเกือบ 18 ชั่วโมงทำให้เขานั่งคอพับหลับนกอยู่ที่เบาะในสุดนั่นเอง

เขาหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ตื่นมาก็เห็นแสงไฟริบหรี่จากโคมฮาโลเจนสองดวงที่หน้ารถยังสาดส่องไปยังพื้นถนนว่างเปล่าด้านหน้า ต้นไม้ใหญ่ข้างทางยืนตระหง่านจังก้ากิ่งใบสั่นไหวเพราะแรงลมที่รถวิ่งผ่านนั้นดูราวกับกำลังโบกมือเรียกให้เข้าไปหา เริ่มได้ยินเสียงนกกลางคืนส่งเสียงเรียกคู่ของมันฟังโหยหวนทำลายความเงียบสงัดในรถซึ่งตอนนี้เหลือเพียงพีรพลกับสาวนน้อยนางหนึ่งที่ขึ้นมาตอนไหนไม่รู้คาดว่าน่าจะมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เดียวกัน ด้วยแสงไฟที่น้อยนิดแทบมองไม่เห็นลายมือตัวเองจากหลอดไส้ดวงกลมเล็กกระจิ๊ดริดที่ติดอยู่ด้านท้ายรถ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าเธอได้ชัดเจนเท่าใดนัก แต่ก็พอมองเห็นเค้าโครงที่แสดงถึงว่าเธอเป็นคนสวยรูปร่างดีคนหนึ่งเลยทีเดียว ใส่ชุดนักศึกษาของราชภัฏในตัวเมืองปล่อยชายเสื้อไว้นอกกระโปรงยาวสีดำซีดๆ เก่าคร่ำมีรอยขาดวิ่นตัวนั้น

night-scene-f0nt_com.jpg
Picture by http://www.f0nt.com

ด้วยความที่คิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกันจึงชวนเธอคุยเพื่อให้ทำลายความเงียบสงัดบนรถในยามนี้เป็นการฆ่าเวลาไปในตัว และจากบทสนทนาระหว่างทั้งสอง ด้วยน้ำเสียงอันวังเวงเย็นยะเยือกของเธอระคนไปกับเสียงลมที่พัดอื้ออึงจากรถที่กำลังวิ่งอยู่นั้นก็พอจะจับใจความได้ว่าเธอชื่อ “น้ำหวาน” เป็นลูกของครูบุษบาที่สอนอยู่โรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน บ้านของเธออยู่ในซอยข้างอนามัยใกล้กับสี่แยกใหญ่กลางหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ก่อนถึงบ้านของเขาไม่เท่าไรนัก พอได้ยินชื่อของเธอ พีรพลก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหน มันเหมือนติดอยู่ที่ปลายจมูกแค่นี้แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกสักที เธอบอกว่ากลับจากทำธุระในเมืองขึ้นรถมาจากท่ารถเดียวกับเขา แต่ทำไมพีรพลถึงไม่ได้สังเกตเห็นสาวน้อยคนนี้เลยนะ หรืออาจจะเป็นเพราะจำนวนคนที่แออัดจนแน่นขนัดในตอนแรกจึงมองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

บทสนทนาไม่กี่ประโยคแต่ดูช่างยาวนานสำหรับเขาจบลงตรงที่รถโดยสารของเขามาจอดนิ่งสนิทเครื่องดับอยู่ที่หน้าอนามัยพอดี น้ำหวานก้าวลงจากรถแล้วเดินหายเข้าไปในซอยด้านข้าง รถยังคงจอดนิ่งอยู่อีกอึดใจแล้วเครื่องก็ติดอีกครั้ง จึงค่อยๆ เคลื่อนตัวช้าๆ เสียงเร่งเครื่องดังกระหึ่มแต่รถดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากเคลื่อนตัวสักเท่าไหร่ เขานึกเอะใจว่ารถอย่าเพิ่งมาเสียตอนนี้นะ เวลาตอนนี้มันก็ราวๆ สี่ทุ่มแล้วไม่รู้จะหารถที่ไหนต่อเข้าบ้าน หากไม่เช่นนั้นเขาคงต้องเดินผ่านวัดที่ไม่ใช่อะไรที่เหมาะที่ควรสักเท่าไรนัก ถ้าจะเดินผ่านไปในยามค่ำคืนท่ามกลางความมืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้ รถค่อยๆ คลานมาช้าๆ ผ่านหน้าวัดก็ได้ยินเสียงลุงมีตะโกนลั่นมาจากด้านหน้าว่า

“เอ้า มาส่งให้ถึงที่แล้วก็พากันลงไปเสีย” เสียงลุงมีตะคอกมาแว่วๆ แต่น้ำเสียงฟังขึงขัง ทำเอาเขานั่งงง จะให้ลงแต่ไม่จอดให้ซะด้วย พลันตะโกนตอบไปว่า
“ยังไม่ถึงบ้านผมนะ อีกตั้งสองกิโลนี่ครับลุง” เขาตะโกนตอบไป แต่ก็ไม่มีเสียงตอบมาแต่ประการใด

พอรถผ่านหน้าวัดอาการเครื่องยนต์หมดแรงวิ่งไม่ออกก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนคำอธิษฐานของเขาจะเป็นจริงขึ้นมาเฉยๆ รถกลับมาวิ่งปร๋อเรี่ยวแรงดีเหมือนเดิม ไม่กี่นาทีรถก็มาจอดนิ่งสนิทที่ปากซอยเข้าบ้านของเขาที่ต้องเดินลัดเลาะเลียบชายทุ่งไปอีกสักสองสามร้อยเมตรเห็นจะได้ แสงไฟสีเหลืองอ่อนดูมัวซัวจากฝุ่นที่จับหน้าเลนส์จนหนาเกรอะกรังจากเสาไฟฟ้าข้างถนนมันช่างดูอ่อนแรงเหลือเกินจนแทบมองไม่เห็นทางอยู่แล้ว ไฟท้ายสีแดงริบหรี่หลังรถสองแถวของลุงมีค่อยๆ ลับหายไปในความมืดข้างหน้าคงไปสุดทางที่บ้านของแกตรงท้ายหมู่บ้าน

temple-i812_photobucket_com.jpg
Picture by http://i812.photobucket.com

เดินเข้าซอยมาได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรก็สุดซอยแล้ว เส้นทางต่อจากนี้ก็จะเป็นคันนายาวไปจนถึงบ้าน ที่มีแต่แสงจันทร์สีเหลืองนวลส่องสว่างทาทาบไปบนยอดข้าวสีเทาปลิวไสวในท้องทุ่งนากว้างใหญ่ของบ้านเขาท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือกที่พัดอ่อนๆ ต้นไม้ป่าสูงใหญ่หลายต้นที่ริมคันนายืนเรียงหน้าดำทะมึนตัดกับท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอกใดๆ ของค่ำคืนก่อนวันเพ็ญเดือนห้า เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านกิ่งใบของต้นไม้ใหญ่ดังกราวๆ ส่งเสียงแผ่วๆ ราวเสียงกระซิบจากความมืดลอดผ่านสู่โสตประสาท เห็นแล้วพาให้ใจผวานึกว่าใครมาโบกมือเรียกให้เข้าไปหา มันชวนให้จิตผวากระเจิดกระเจิง หากไม่ได้เคยเดินผ่านเส้นทางนี้มาแต่เล็กแต่น้อยหัวใจเขาคงตกไปอยู่ที่ตาตุ่มไปแล้ว แต่บรรยากาศมันก็ชวนให้หวั่นใจเสียวสันหลังวูบวาบเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

เขาเริ่มเร่งฝีเท้าอีกนิดเพื่อจะได้ถึงบ้านเสียที พลันประสาทหูก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินตามหลังดัง สวบ .. สวบ .. สวบ และเหมือนว่ากำลังเร่งฝีเท้าตามมาให้ทันเขาด้วย พีรพลจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง เจ้าเสียงนั้นก็ดังถี่ขึ้นตามมาติดๆ จนแทบหายใจรดต้นคอ เขาตัดสินใจหยุดเดินแล้วกลั้นใจหันกลับไปดูว่าเจ้าของเสียงนั้นมันคืออะไรกันแน่ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเงาตะคุ่มของกลุ่มชายฉกรรจ์ 3-4 คนที่กำลังก้าวเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นท่าไม่ดีจึงกลับหลังหันแล้วรีบวิ่งสุดกำลังไปยังบ้านของเขาที่อยู่ข้างหน้าอีกราวร้อยเมตร พลางคิดไปว่านี่เราจะมาโดนปล้นเอาซะที่หน้าบ้านตัวเองหรือนี่ ชายกลุ่มนั้นตามมาทันกันที่บ้านพอดี แม่ที่นั่งรอเขาอยู่ได้ยินเสียงโหวกเหวกเลยออกมาดู จึงได้รู้ว่าเป็นอาสาสมัครตำรวจบ้านที่ออกตรวจตราหมู่บ้านผ่านมาเห็นเงาคนกำลังเดินเข้ามาที่บ้านเลยนึกว่าคนร้ายจึงรีบเดินตามเข้ามาดูแลความปลอดภัย

ลุงชมที่เป็นอาสาสมัครกับพรรคพวกบอกกับแม่ของเขาว่าช่วงนี้มีคนแจ้งเหตุว่าได้ยินเสียงกุกกักในบ้านแต่พอไปตรวจก็เจอแต่ข้าวปลาอาหารกระจัดกระจายเกลื่อนเหมือนเข้ามาขโมยหาอาหารกิน แต่ไม่พบร่องรอยการบุกรุกแต่อย่างใดก็เลยต้องตรวจเข้มกันหน่อย คืนนี้ของพีรพลก็ผ่านไปด้วยกอดรับขวัญจากผู้เป็นแม่ที่จัดเตรียมข้าวปลาอาหารของโปรดของลูกชายเอาไว้รอท่าตั้งแต่เย็น และได้ชื่นชมใบปริญญาที่เขานำมาฝากหลังจากที่ไม่ได้เจอหน้ากันเกือบ 8 ปี

shop-lh6_googleusercontent_com.JPG
Picture by http://lh6.googleusercontent.com

เช้าวันต่อมาระหว่างที่พากันออกจากบ้านเพื่อไปทำบุญกันที่วัด พีรพลสังเกตเห็นเศษผ้าชิ้นเขื่องที่ดูเหมือนจะกระโปรงสีดำเก่าคร่ำติดอยู่ที่ตอไม้มองลักษณะแล้วดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก หลังจากทำบุญกันตามประเพณีเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาที่จะไปกราบครูบาอาจารย์และแวะเวียนไปทักเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยประถมอย่าง “หนุ่ม” ที่ไม่ได้เรียนต่อด้วยภาระที่ต้องไปสืบทอดอาชีพตามแนวทางของบรรพบุรุษ ทั้งสองไปนั่งคุยกันถึงเรื่องราวตอนเป็นเด็กประถมกันอย่างออกรสที่ร้านโกฮงศูนย์รวมข่าวประจำหมู่บ้าน แล้วจู่ๆ หนุ่มก็โพล่งถามขึ้นมาว่า

“พล เอ็งจำนารีได้ไม๊? ลูกครูบุษบาชื่อเล่นชื่อน้ำหวานน่ะ เพื่อนของพวกเราตอนสมัยประถมไง?” หนุ่มถามเขา
“อืมมมม .. ใช่น้ำหวานคนที่นั่งรถลุงชมมากับข้าเมื่อคืนนี้นะเหรอเปล่าว๊ะ?” เขาตอบแบบครุ่นคิด
“เห็นบอกว่าเป็นลูกครูบุษบา บ้านอยู่ตรงซอยข้างอนามัย ใช่คนเดียวกันหรือเปล่า?” เขาเล่าต่อ

หนุ่มทำหน้าสงสัยหลังจากได้ยินคำตอบ

“เออ .. ใช่คนเดียวกัน .. ว่าแต่เอ็งนั่งรถมากับน้ำหวานจริงๆ เหรอว๊ะ?” หนุ่มถามอีก
“จริงสิ .. ข้ายังนั่งคุยกับเธอมาตลอดทางจนเธอมาลงไปตรงหน้าอนามัยนั่นแหละ มีอะไรเหรอว๊ะ?” เขาตอบแบบงงๆ ปนสงสัย
“ก็น้ำหวานตายไปแล้วตอนที่เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหวไง รถมอเตอร์ไซค์ที่เธอขับถูกรถทัวร์พุ่งเข้าชนแล้วลากตกเหวไปด้วยกันตอนที่กำลังขี่รถกลับบ้านก่อนเอ็งจะมาไม่นานนี่เอง” หนุ่มเล่าเรื่องของน้ำหวานให้เขาฟังเสียยาวเหยียด

ระหว่างที่พีรพลนั่งนิ่งอึ้งขนลุกซู่นึกไม่ถึงว่าเพื่อนเก่าสมัยประถมจะมาต้อนรับขับสู้กันตั้งแต่เขายังมาไม่ถึง ทั้งอุตส่าห์นั่งรถเป็นเพื่อนคุยกันมาตลอดทางนั้น พอดีกับลุงมีคนขับรถสองแถวคันที่เขาโดยสารมากับน้ำหวานเมื่อคืนก็ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าร้าน พอเห็นหน้าพีรพลแกก็รีบระร่ำระลักบอกว่า

“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม เมื่อคืนข้าไม่ได้ตะโกนบอกให้เอ็งลงหรอก ข้าบอกไอ้พวกที่ขอติดรถมาลงที่หน้าวัดต่างหาก เมื่อคืนมันโบกให้จอดแล้วขอมาด้วย ข้าไม่ได้อยากจอดเลยแต่รถมันดับเองอยู่ตรงนั้น” ลุงมีแกเล่าให้เขาฟังเป็นฉากๆ
“ก็ไม่เห็นมีใครขึ้นมานี่ครับลุง พอน้ำหวานลงไปผมก็นั่งคนเดียวมาจนลงที่หน้าปากซอยบ้านนั่นแหละ” เขาตอบเสียงสั่นใจไม่ค่อยดี
“ห๊าาาา .. นังหวานลูกครูบุษบาน่ะเหรอ .. มันนั่งมาด้วยเหรอ ..?” ลุงมีอุทานเสียงหลง
“มิน่าล่ะ รถของข้าถึงไปดับอยู่หน้าอนามัย ไอ่พวกนั้นก็เลยมาขอติดรถไปด้วย” แกเล่าด้วยเสียงกระเส่า
“เออ ข้ายังเห็นเศษกระโปรงดำแบบนักศึกษาสีซีดๆ ขาดติดอยู่ที่เบาะนั่งข้างๆ ที่เอ็งนั่งด้วยล่ะ” แกพูดพลางสีหน้าเริ่มวิตกมากขึ้น
“พวกไหนล่ะลุง ฉันไม่เห็นมีใครขึ้นมาเลยสักคน” พีรพลถามด้วยความกลัวสีหน้าก็เริ่มซีดเผือด
“ก็พวกที่มารถคว่ำตกเหวตายทั้งคันตรงโค้งลงเขาก่อนถึงหมู่บ้านเราเมื่อสองอาทิตย์ก่อนน่ะสิ เนื้อตัวแต่ละคนเลือดเกรอะกรัง บางคนเริ่มเน่าเฟะน้ำเหลืองไหลเยิ้ม บางคนคอหักพับอยู่ข้างตัวตาเหลือกถลนน่าเกลียดน่ากลัว ข้าแอบมองผ่านทางกระจกส่องหลังก็เห็นพวกมันนั่งเบียดอยู่กับเอ็ง ยังนึกสงสัยว่าเอ็งมีของดีอะไรถึงไม่กลัวพวกมันซะอีก” แกเล่าต่อ
“ไม่ว่าข้าเร่งเครื่องยังไงรถมันก็วิ่งไม่ค่อยจะไหว ก็มันขึ้นมาซะแน่นเอี้ยดเต็มคันแบบนั้น พอผ่านหน้าวัดข้าเลยตะโกนไล่พวกมันลงไปอย่างที่เอ็งได้ยินนั่นแหละ สงสัยต้องเอารถไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ล้างซวยเสียหน่อยแล้ว” ลุงมีทิ้งท้ายด้วยเสียงสั่นๆ พร้อมยกโอเลี้ยงดูดทีเดียวหมดแก้ว

พีรพลก็ฉุกคิดได้ว่า หรือน้ำหวานจะไม่ได้แค่มานั่งเป็นเพื่อนคุยตลอดทาง เธอยังช่วยบังตาเขาไม่ให้ถูกพวกวิญญาณตายโหงเหล่านั้นหลอกหลอนเอา แถมยังอุตส่าห์เดินตามไปส่งจนถึงบ้านอีกด้วย

“ขอบคุณนะน้ำหวานที่ยังจำกันได้ ขอบคุณยังคิดถึงและเป็นห่วงกัน” พีรพลตั้งจิตคิดขอบคุณเพื่อนเก่าจากในใจ

 

 

--- นายเมษา ---
วันอาทิตย์ 20 เมษายน 2557; 22:41 น.

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ..


Picture by http://www.todayza.com

เอี๊ยดดดดด .. โครมมมมม .. คร่อก .. กึก .. กึก .. เสียงล้อรถที่บดทับผ่านร่างเล็กๆ จนได้ยินกระดูกแตกดังเปรี๊ยะ มันบาดลึกความรู้สึกของคนที่เห็นเหตุการณ์ ร่างนั้นกระตุกดิ้นพราดทุรนทุรายอย่างน่าเวทนาอยู่ไม่กี่ที เพียงชั่วไม่กี่อึดใจตาทั้งสองก็เหลือกค้าง ลิ้นจุกปาก เลือดสีดำเป็นลิ่มๆ เริ่มไหลทะลักจากทวารทั้งห้า นั่นคงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของเธอ ในที่สุดความตายก็เข้ามาพรากช่วงชีวิตที่ดีๆ ของทั้งสองให้ต้องจากกันตลอดกาล เพียงเพราะรถเก๋งสปอร์ตสีดำราคาหลายล้านคันนั้นกับรอยบุบขนาดใหญ่ด้านหน้าห้อตะบึงราวกับหนีใครมาอย่างไม่ได้ยั้งคิดว่านี่มันเป็นเพียงซอยเล็กในหมู่บ้านเท่านั้น

เมื่อก่อนมันก็เป็นเพียงเส้นทางที่ใช้เลี่ยงรถติดบนถนนใหญ่ที่ใช้เฉพาะบางคนที่รู้กันในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นถึงจะเข้ามาใช้ขับผ่านกันไปมา แต่หลังจากเมืองหลวงได้เติบโตขึ้น จึงมีป้ายเขียวของทางราชการชี้ช่องบอกเส้นทางลัดจนทำให้มีปริมาณการใช้ถนนเล็กๆ เส้นนี้หนาแน่นขึ้นจนผิดหูผิดตา สวนทางกับความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยของผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

สองหนุ่มสาวชาวอีสานที่ใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อกันแต่ผู้ใหญ่กลับไม่เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะเจ้าหนุ่มบ้านนานั้นมันไร้ซึ่งทรัพย์วาสนา จึงต้องลักลอบพากันหนีจากบ้านทุ่งที่แร้นแค้นหวังจะเข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองหลวง อาศัยหลบขึ้นรถไฟมาในตู้ขนสัมภาระร่อนเร่ข้ามวันคืนที่โหดร้ายมาด้วยกัน เคยแทบจะหยุดหายใจหลบซุกอย่างเงียบเชียบที่สุดอยู่ในซอกหลืบแคบๆ ที่เหม็นอับจนสุดจะบรรยายเมื่อคราวได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่รถไฟที่เดินเข้ามาคอยตรวจตราสัมภาระคืนละหลายต่อหลายครั้ง ทั้งสองนอนหมอบแน่นิ่งเหงื่อกาฬเม็ดเป้งไหลทะลักโทรมหน้าเมื่อมองลอดช่องเล็กๆ ใต้กองสัมภาระ เมื่อได้เห็นรองเท้าหนังมันแว๊บคู่นั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่แทบจะตรงหน้า หัวใจเต้นรัวราวกับกลองเพลที่เคยได้ยินจากวัดในหมู่บ้าน ลุ้นกันแทบจะหยุดหายใจว่าจะถูกเจอตัวแล้วจับโยนลงไปที่สถานีไหน


Picture by http://www.chaoprayanews.com

แต่จนแล้วจนรอดเมื่อโชคชะตายังเห็นใจ ทั้งสองก็ระหกระเหินเดินทางมาถึงสถานีปลายทางที่หัวลำโพงจนได้ โดยไม่ต้องถูกตะเพิดลงกลางทางไปซะก่อน ทั้งคู่ออกเดินเคว้งคว้างอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เพราะไม่เคยมีญาติหรือใครที่รู้จักอยู่ในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายแห่งนี้เสียด้วย


Picture by http://province.iblogger.org

มันเป็นเวลาช่วงเช้าของวันทำงานกลางสัปดาห์ บริเวณด้านหน้าสถานีหัวลำโพงจึงอื้ออึงไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจทั้งเสียงโชเฟอร์แท็กซี่ที่ตะโกนโหวกเหวกรุมแย่งผู้โดยสารราวกับฝูงหมาจิ้งจอกรุมทึ้งลูกแกะผู้โชคร้าย เสียงพ่อค้าแม่ขายที่ต่างพยายามยัดเยียดขายสินค้าของตน เสียงบีบแตรรถที่ดังติดต่อกันไม่ขาดสาย ความสับสนอลหม่านของผู้คนมากมายที่รีบเร่งก้าวเดินข้ามถนนจนไม่มีใครสนใจจะช่วยเหลือคนอื่นที่ด้อยโอกาสอย่างคนชรา ที่ต้องพาสังขารอันทรุดโทรมเพราะผ่านกาลเวลามานานนมกระย่องกระแย่งข้ามผ่านแต่ละแยกอย่างทุลักทุเลเพื่อจะเข้าไปตักบาตรที่วัดชื่อดังที่อยู่ใกล้ๆ นั้น ตามมาด้วยเสียงแตรดังยาวแสดงความไม่พอใจทั้งที่สัญญาณไฟก็ยังไม่เขียวเสียหน่อย พร้อมกับออกรถอย่างกระแทกกระทั้นตามด้วยเสียงสบถด่าตามหลังผู่เฒ่าด้วยวาจาหยาบคายอย่างไม่สบอารมณ์ของคนขับรถคันนั้น


Picture by http://static.panoramio.com

สองผัวเมียเดินตุปัดตุเป๋ไปตามทางเดินแคบๆ อย่างไร้จุดหมาย ผ่านร้านขายข้าวราดแกงรถเข็นที่จอดอยู่ข้างถนน จมูกดีๆ ของทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอาหารที่หอมหวนชวนชิมจากแกงหลายชนิดบนรถเข็นนั่น แต่ติดอยู่ที่ทั้งคู่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้สักแดงเดียว สัญชาตญาณความหิวทำให้ตัดสินใจกระทำเรื่องผิดศีลธรรมด้วยการขโมยอาหารเพื่อจะเอามาประทังชีวิต แต่สุดท้ายแล้วก็ไปไม่รอดถูกจับได้เสียก่อน เจ้าของร้านกระหน่ำตีด้วยตะหลิวในมืออย่างไม่ยั้ง แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่มีคุณยายใจบุญกับหลานสาวแสนสวยมาช่วยเอาไว้ไม่ต้องไปติดคุกติดตะราง อาจจะด้วยแววตาอันใสซื่อหน้าตาบ้านๆ ของทั้งสอง และบุญบารมีของหลวงพ่อที่วัดข้างบ้านอันเป็นสถานที่สาบานรักของทั้งสองละมั๊ง ที่ช่วยดลใจให้คุณยายเมตตาสงสารเลยพาไปอยู่ที่บ้านโดยไม่ต้องเอ่ยปากถามความเป็นมาแต่อย่างใด และแล้วสองชีวิตก็ได้ย้ายตัวเองเข้ามาสู่นิวาสสถานแห่งแรกในเมืองหลวงย่านซอยสุขุมวิท 55 หรือที่รู้จักกันในชื่อซอยทองหล่อ อันเป็นที่พำนักพักอาศัยของสามีชาวต่างชาติกับคุณแม่ยังสาวของหลานสาวคนสวยของคุณยายผู้ใจดีนั่นเอง


Picture by http://www.thinkofliving.com

บ้านหลังใหญ่ในซอยแคบๆ ขนาดที่ว่ารถเก๋งขนาดอีโคคาร์คันเล็กกระจิ๊ดริดวิ่งสวนยังแทบจะเบียดกันให้สีถลอกได้ง่ายๆ ถ้าหากไม่ชะลอความเร็วลงเพื่อหลบเลี่ยงให้พ้นกัน แต่นั่นก็ถูกใช้เป็นเส้นทางลัดเพื่อหลีกหนีการจราจรที่ติดหนักสาหัสสากรรจ์ของถนนเพชรบุรีตัดใหม่และถนนสุขุมวิทในช่วงเวลาเช้าหรือเย็นได้เป็นอย่างดี ทั้งผู้ใช้เส้นทางที่ขับรถผ่านไปมาเป็นประจำ ทั้งรถแท็กซี่ที่วิ่งกันขวักไขว่รวมไปถึงรถหรูคันงามของเหล่าเศรษฐีระดับประเทศหลายคนที่เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่ๆ อีกหลายหลังในซอยนี้ กอรปกับบรรดาเหล่าจักรยานยนต์รับจ้างที่ขับย้อนศรสวนในช่องทางวิ่งไปมาแบบคิดจะไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้การจราจรในซอยแคบๆ แห่งนี้ไม่เคยนิ่งเงียบเกินกว่าห้านาทีแม้สักครั้งเดียว

ตำแหน่งงานใหม่ของไอ้เผือกหนุ่มบ้านทุ่งในบ้านหลังใหญ่นี่ก็คือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่มีหน้าที่สำคัญคือคอยดูแลตรวจตราสอดส่องความผิดปกติภายในบริเวณบ้านไม่ให้คนแปลกหน้าเข้า-ออกโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยหากเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ให้รีบวิ่งไปรายงานต่อหัวหน้าคือหลานสาวคนสวยโดยทันท่วงที เพราะระบบต่างๆ ทั้งการเปิด-ปิดประตูหรืออื่นๆ จะถูกควบคุมด้วยรีโมททั้งสิ้น อันเป็นเรื่องที่เกินกว่าไอ้เผือกที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนมาจะทำได้ ส่วนของนางแดงที่ตั้งท้องอ่อนๆ อยู่ก็เลยไม่ได้มีงานหลักเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ก็ยังได้ช่วยงานพี่เพ็ญที่เป็นเมดประจำบ้าน เช่น ลากตะกร้าผ้าไปที่ราวเพื่อให้พี่เพ็ญตากบ้าง เอาขยะไปทิ้งที่ถังขยะหน้าบ้านบ้าง ช่วยงานในหน้าที่ของไอ้เผือกผู้เป็นสามีในการสอดส่องดูแลบ้านอีกแรงหนึ่งตามกำลังที่พอจะทำได้บ้าง

แม้จะเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้ไม่นานทั้งสองก็ได้สร้างวีรกรรมอันน่าชื่นชมในการช่วยกันจับขโมยที่แอบปีนเข้ามาในยามดึกดื่นของค่ำคืนหนึ่งไว้ได้ โดยครั้งนั้นไอ้เผือกเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากที่โดยคนร้ายหวดเอาจนขาหัก หัวหูแตกเป็นแผลเหวอะหวะจนเลือดไหลโทรมทั่วร่างแต่ก็ยังกัดฟันสู้ยิบตาจนสามารถเอาตัวคนร้ายส่งตำรวจได้ ส่วนตัวไอ้เผือกก็ต้องย้ายนิวาสถานเป็นการชั่วคราวไปนอนซมอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เกือบหนึ่งอาทิตย์ แล้วจึงได้รับอนุญาตให้กลับมารักษาตัวที่บ้านต่ออีกร่วมเดือน พร้อมทั้งหัวใจที่อยากกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อคอยปกป้องคุณยายและคุณหนูของบ้านนี้เป็นการทดแทนบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตตัวเองและเมียรักเมื่อครั้งที่เข้ากรุงมาใหม่ๆ ส่วนด้านของนางแดงครั้งนั้นก็เจ็บตัวไม่แพ้กัน นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่หลายวันทีเดียว จากวีรกรรมในครั้งนั้นจึงทำให้ทั้งสองกลายเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของทุกคนในบ้านตลอดมาจนกระทั่งเรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ...


Picture by http://www.innnews.co.th

หลังจากเทศกาลสงกรานต์อันเป็นประเพณีรื่นเริงสนุกสนานเก่าแก่ดั้งเดิมสืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วอายุคนของไทยที่มีต่างชาติสันดานขี้โกงแอบโขมยไอเดียเอาไปจัดให้เป็นงานใหญ่เพื่อโปรโมทประเทศตัวเอง ทั้งที่วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของตัวเองนั้นก็ไม่เคยมีเทศกาลสงกรานต์แบบนี้มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจจนได้ก่อตั้งเป็นประเทศหนึ่งขึ้นมาบนโลกใบนี้ แต่ก็ยังจะกระแดะอยากจะจัดสงกรานต์กับเค้าบ้าง ทั้งๆ ที่น้ำที่จะดื่มจะกินเข้าไปยังราคาแพงยิ่งกว่าน้ำมันเสียอีก

วันนี้เป็นวันพุธกลางเดือนเมษายนที่ร้อนระอุ ควันหลงจากสงกรานต์ยังไม่จางหาย พื้นถนนบางช่วงยังเจิ่งนองไปด้วยน้ำแต่เมืองหลวงก็กำลังกลับคืนสู่ชีวิตอันวุ่นวายอีกครั้ง ในซอยบ้านของคุณยายก็เช่นกัน รถราเริ่มเพิ่มปริมาณมากขึ้นหลังจากอยู่อย่างสงบสุขในช่วงสงกรานต์มาได้สัก 5 วัน และกำลังจะเข้าสู่การจราจรที่เป็นจราจลของช่วงเช้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผู้คนที่กลับไปเยี่ยมเยียนพ่อแก่แม่เฒ่าที่ภูมิลำเนาเดิมอันเคยเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดที่เคยพำนักพักอาศัยมาแต่ยังเป็นเด็กน้อยก็พากันทยอยกลับเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อให้ทันกับการเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น ไอ้เผือกกับนางแดงไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเฉกเช่นคนอื่นเขาเพราะผู้ใหญ่คงไม่ปลื้มที่พากันหนีมาโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ใด จึงได้แต่ทุ่มใจฝากชีวิตเอาไว้กับงานรักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าของบ้านหลังใหญ่ผู้มีพระคุณแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

วันนี้ก็เช่นกันคุณยายกับคุณหนูออกไปข้างนอก ส่วนนางแดงก็ยังคงทำเหมือนเช่นทุกวันที่พยุงเอาร่างที่เริ่มจะอุ้ยอ้ายขึ้นเล็กน้อยลากเอาถุงขยะสีดำใบเขื่องไปพร้อมกับพี่เพ็ญเพื่อเอาไปทิ้งยังถังขยะสีเขียวของทางราชการที่ตั้งอยู่หัวมุมริมสุดรั้วบ้าน โดยมีไอ้เผือกคอยยืนดูเมียรักลากถุงขยะพ้นไปจากหน้าประตูบ้าน ส่วนตัวเองก็คอยเฝ้าจับตาสังเกตดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ เช่นปกติทุกวัน พี่เพ็ญกำลังเปิดฝาถังขยะแล้วหยิบถุงขยะที่นางแดงลากมาและอีกถุงใหญ่ที่ถือมาเองใส่ลงไปอยู่นั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณนางแดงเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา

รถเก๋งสีดำคันใหญ่ของเศรษฐีในซอยวิ่งห้อตะบึงมาอย่างเร็ว เสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังเอี๊ยดอ๊าดระคนกับเสียงท่อไอเสียดังครืนๆ สนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้อง เสียงเครื่องยนต์บล็อคตัววีจำนวนสิบสองสูบสี่สิบแปดวาล์วขนาดปริมาตรความจุกระบอกสูบห้าพันสองร้อยซีซีที่อัดแน่นไปด้วยแรงม้ากว่าห้าร้อยตัวส่งเสียงคำรามกระหึ่มดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ อาการของรถที่ฉวัดเฉวียนส่ายไปมาราวกับงูเลื้อยบ่งบอกให้เห็นว่าผู้ขับขี่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ควบคุมรถได้อีกต่อไปแล้ว ล้อแม็กซ์ขนาดสิบแปดนิ้วพร้อมกับยางแก้มเตี้ยวงใหญ่หมุนควบตะบึงปรี่เข้ามายังถังขยะที่พี่เพ็ญยืนอยู่โดยที่เธอไม่รู้สักนิดว่ามัจุราชสีดำกำลังพุ่งทะยานมาแทบจะอยู่ตรงหน้าแล้ว


Picture by http://www.atcloud.com

นางแดงเห็นท่าไม่ดีจึงเอาตัวเองวิ่งเข้าชนพี่เพ็ญเพื่อผลักให้พ้นจากวิถีอำมหิตแห่งพญามัจุราชสีดำคันนั้นซึ่งมันก็ได้ผล แต่ด้วยแรงปะทะทำให้นางแดงที่ตัวเล็กกว่าหลายเท่าพลิกกลิ้งหลุนๆ เข้ามาอยู่ในช่องทางผ่านของเพชรฆาตล้อใหญ่คันนั้น และมันก็ช้าเกินกว่าจะกลับตัวหลีกหนีได้ทันเสียแล้ว ยางฟอลเคนหน้ากว้างขอบใหญ่หมุนทับบดขยี้ร่างเล็กๆ ผ่านกลางลำตัวตามด้วยล้อหลังหมุนทับซ้ำอีกรอบ ก่อนที่เจ้ามัจุราชคันนั้นจะพุ่งทะยานผ่านเข้าไปในประตูของบ้านหลังใหญ่ฝั่งตรงข้ามที่อยู่เยื้องออกไปเล็กน้อย

ไอ้เผือกที่ยืนตาค้างกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าความตายมาพรากเมียรักและลูกในท้องไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ มันจึงวิ่งควบสุดกำลังไปหานางแดงที่นอนระทวยใกล้จะหมดลม ประสาทความรู้สึกสุดท้ายของชีวิตที่ได้รับรู้ว่าชายคนรักมานอนหมอบอยู่ใกล้ๆ ยื่นหน้ามาหอมเธอและลูกในท้องปริ่มว่าจะขาดใจ เลือดสีดำเป็นลิ่มๆ เริ่มทะลักออกจากปากและจมูกของเธอ เธออยากจะบอกรักกับสามีเป็นครั้งสุดท้ายแต่ก็ไม่สามารถจะเปล่งเสียงออกมาได้เพราะกระดูกซี่โครงของเธอหักทุกซี่ ทิ่มทะลุปอดจนฟองอากาศทะลักออกมาพร้อมกับเลือดสดๆ ที่เริ่มนองไปทั่วพื้น ตับและม้ามแตกทะลักออกมากองอยู่ข้างนอก ไอ่เผือกพยายามลากเมียรักเข้าไปข้างทางหน้าประตูบ้าน แล้วนอนหมอบข้างเธอจนนางแดงเริ่มกระตุกสอง-สามที จากนั้นชีวิตและสติสัมปชัญญะของเธอก็ดับวูบลงพร้อมกับวิญญาณที่ลอยออกจากร่างไปชั่วนิรันดร์ ทิ้งไว้เพียงแค่ความรักความทรงจำดีๆ ที่ทั้งสองเคยมีร่วมกันตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีที่ได้ร่วมชีวิตฟันฝ่าทุกข์สุขมาด้วยกัน


Picture by http://news.mthai.com

ชาวบ้านแถวนั้นต่างเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนา เพราะไม่อาจทนกลั้นน้ำตากับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ของสุนัขพันธุ์ไทยหน้าตาบ้านๆ ที่นอนหมอบเห่าหอนครวญครางดั่งว่าจะขาดใจ และยังคงคอยเลียหน้าเลียตาอีกตัวที่อยู่ในสภาพร่างที่เละเทะเกินกว่าจะเก็บได้ครบทุกชิ้น ระคนกับเสียงจอแจของผู้คนและกำลังพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายต่างก็กำลังเริ่มทำงานของตัวเองอีกครั้งในซอกหลืบหนึ่งของเมืองหลวงอันวุ่นวายแห่งนี้

กับชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีคนเห็นค่า แต่นั่นก็คืออีกหนึ่งชีวิตที่ต้องมาสังเวยให้ความประมาทของมนุษย์ที่พยายามอุปโลกน์ยกตนเองขึ้นเป็นสัตว์ประเสริฐ หรือว่าจริงๆ แล้วสำหรับความคิดของผู้มีอันจะกินเหล่านั้น อาจจะมองเพียงแค่ว่า “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” แต่เพียงอย่างเดียวกันแน่นะ
 
 

--- นายเมษา ---
อังคาร 15 เม.ย.2557; 8:54 น.

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

เสียงกระซิบจากตึกสูง


Picture : http://gallery.photo.net

บ่ายวันอังคารในหน้าหนาวแบบนี้ แสงแดดที่เคยร้อนระอุก็กลับดูอบอุ่นขึ้นมาทันตาจากอากาศเย็นของลมหนาวที่พัดมาแผ่วๆ ในเวลานี้ นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้สัมผัสกับอากาศหนาวในเมืองใหญ่แห่งนี้ จากชีวิตที่เร่งรีบต้องแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่นยื้ือแย่งช่วงชิงโอกาสและความได้เปรียบในสังคมเมืองเพื่อคุณภาพที่ดีของชีวิต 

เด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมแล้วนับแสนคนที่ก้าวพ้นจากรั้วของสถาบันอันเป็นที่บ่มเพาะความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ส่วนใหญ่ต้องออกมาทำวิจัยฝุ่นกันแทบทั้งนั้น หลายคนก็โชคดีได้เข้าทำงานในตำแหน่งที่มีชื่อเรียกอย่างหรูหราว่า GB=General Bae หรือรับใช้ทั่วไปในออฟฟิศที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถที่อุตส่าห์เพียรพยายามร่ำเรียนมาตลอดสี่ปีนั้นแม้แต่น้อย แต่ก็ยอมที่จะรับตำแหน่งนี้อย่างหน้าชื่นตาบานโดยหวังว่าจะเติบโตขึ้นไปเป็น MDB=Managing Director of Bae หรือหัวหน้าเบ๊จบใหม่อีกที เป็นวงวัฏแบบนี้ต่อไปไม่รู้จบ

  
Picture : http://www.decorreport.com || http://homedesign.homedd4u.com

ออฟฟิศผมลอยอยู่บนตึกสูงที่ให้เช่าพื้นในอากาศในราคาตารางเมตรละหลายแสนบาทเพียงแค่ทำเลดีอยู่ในย่านธุรกิจ มีน้องคนหนึ่งที่บริษัทรับเข้ามาในตำแหน่ง GB ที่ผมว่านี่แหละ จบคอมพิวเตอร์มาแต่ต้องมาทำงานที่ไม่ถนัดอย่างงานบริการให้กับรุ่นซีเนียร์ที่อยู่มานานอย่างรุ่นผม แต่ด้วยค่าแรงเริ่มต้นตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจึงยอมอดทนอยู่ให้รุ่นใหญ่โขกสับเอาทุกวันแบบนี้ไอ้เจ้าน้องคนนี้มันค่อนข้างจะสนิทสนมกับผมเป็นพิเศษเพราะเป็นศิษย์น้องจากสถาบันเดียวกัน แต่เราทั้งคู่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อนเพราะตอนที่ผมจบออกมาเจ้านี่ยังเรียนอนุบาลอยู่เลยมั๊ง แต่ดังปราชญ์ชาวจีนท่านหนึ่งได้กล่าวไว้เมื่อพันปีก่อนว่าเลือด(แห่งสถาบัน)ย่อมเข้มข้นกว่าน้ำอำมฤต จึงเป็นเหตุให้ผมต้องกลายเป็นพี่เลี้ยง(เลี้ยงจริงๆ)ของมันไปโดยปริยาย เลี้ยงแทบทุกอย่างจริงๆ จนใครๆ ที่ออฟฟิศนึกว่าผมเริ่มเบี่ยงเบนทางเพศเข้าให้ซะแล้ว

ขอแนะนำให้รู้จักกับ ”เอก” หนุ่มน้อยหน้ามนคนขยันรุ่นน้องจากสถาบันเดียวกับผมที่ผมร่ายยาวให้ฟังกันมาหนึ่งย่อหน้าเต็มๆ เอกเป็นเด็กผู้ชายร่างเล็ก ผิวขาว ตากลมบ้องแบ๊ว ไว้ผมปรกหน้าแบบกะลาครอบแต่ไถเกรียนด้านข้างหู นี่มันทรงผมขัดใจแม่ชัดๆ ผมเคยลองถามๆ เจ้าเอกว่า “เฮ้ย..พี่ถามจริงๆ เหอะ แม่แกเค้าไม่หงุดหงิดบ้างเหรอว๊ะ เวลาเห็นผมทรงนี้ของเอ็งเนี่ย” มันตอบผมว่ายังไงรู้ไม๊ครับ “พี่รู้ป่ะว่าการไว้ผมทรงไหนเนี่ย มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคนนะ รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ไว้ด้วย ใครจะมาบังคับไม่ได้โดยเด็ดขาด ไม่งั้นผมจะฟ้องละเมิดนะ” ดุมันตอบสิครับ หัวหมอซะด้วยไอ้นี่ แต่ผมก็ไม่ได้ไปใส่ใจกับคำตอบแบบปัญญาชนประจำออฟฟิศของมันสักเท่าไหร่

Picture : http://ed.files-media.com

ตามประสาหนุ่มโสดอย่างผมและเพื่อนที่โสด(เฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน)หลายๆ คน ถึงเย็นย่ำค่ำคืนวันศุกร์ก็จะเป็นวันพักผ่อนแบบผู้ชายที่จะพากันไปอาบน้ำนวดตัวคลายเมื่อยกัน ก็จะหนีบเอาเจ้าเอกไปด้วยโดยพี่ๆ ก็จะลงขันสมนาคุณให้น้องได้ผ่อนคลายจากที่ต้องรับใช้พวกเรามาตลอดทั้งสัปดาห์ แต่ก็รู้สึกแปลกใจอยู่ว่าทำไมมันถึงได้อึกอักๆ ไม่ยอมขึ้นห้องไปกับน้องสาวคนสวยที่พี่ๆ จัดให้ กว่าจะเข็นให้มันขึ้นห้องไปได้ก็แทบจะกราบกรานกันเลย พี่ๆ ก็นึกขำอยู่ในใจว่าสงสัยไม่เคยเที่ยวมาก่อนเลยเก้ๆ กังๆ กลัวทำเสียชื่อหรือเปล่า แต่จนแล้วจนรอดก็ส่งมันเข้าประตูสวรรค์ไปได้แบบทุลักทุเลทุกครั้ง และทุกครั้งก็จะเห็นเจ้าเอกลงมานั่งรอพวกเราอยู่ข้างล่างก่อนทุกครั้งเหมือนกัน ยังคิดว่าไอ้นี่มันสิงห์ปืนไวหรือยังไงกันนะ

ชีวิตวัยหนุ่มของเจ้าเอกและชีวิตวัยรุ่น(ใหญ่)ของพวกผมก็ดำเนินต่อไปโดยราบรื่น งานโปรแกรมเมอร์ที่เจ้าเอกใฝ่ฝันอยากทำก็ยังคงไม่ได้ทำและพวกเราก็ยังคงมีกิจกรรมนวดตัวกัน 1 - 2 สัปดาห์/ครั้งต่อเนื่องเรื่อยมาจนผ่านไปเป็นปี จนกระทั่งวันนึงเจ้าเอกเดินมาบอกผมว่าสิ้นเดือนนี้จะออกแล้วเพื่อไปเรียนต่อที่เกาหลีแล้วนะ ผมยังแซวมันอยู่ว่า “เฮ่ย นี่มึงจะไปเรียนต่อหรือไปผ่าตัดทำศัลยกรรมว๊ะ .. ที่เกาหลีเนี่ยนะ ..!!!” เจ้าเอกก็บอกว่า “ไปเรียนเป็นหมอมั๊งพี่” แล้วก็หัวเราะอายๆ แล้วในวันที่เดินทางพวกพี่ๆ ยังพากันแห่ไปส่งที่สนามบินเล่นเอาร่ำลากันซะครึกครื้นเฮฮาเหมือนดีใจที่น้องไป(ซะทีก็..)ดี .. (ฮา)

เราขาดการติดต่อกับเจ้าเอกไปร่วมสองปีเพราะไม่อยากกวนใจน้องเวลาเรียน คิดว่าคงเรียนหนักเพราะเจ้าเอกก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาเช่นกัน จนผมก็เกือบจะลืมเรื่องราวของน้องชายร่วมสถาบันคนนี้ไปแล้ว แต่มันก็มีเรื่องขึ้นมาจนได้

ค่ำวันศุกร์ของสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ที่ออฟฟิศเรามีจัดเลี้ยงฉลองคริสต์มาสกับปีใหม่ไปพร้อมกันในงานเดียว แต่มันยังไม่ถึงวันปีใหม่ซะหน่อยยังต้องทำงานกันในวันจันทร์อีกหนึ่งวันถึงจะเริ่มหยุดยาว พวกเราดื่มกินกันที่งานเลี้ยงจนได้ที่กำลังตกลงกันอยู่ว่าจะไปต่อที่ไหน พลันเสียงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นฮิตไปทั่วโลกกับระบบปฏิบัติการไอเอสโอ(ระบบปฏิบัติการแห่งชาติของผู้ใหญ่กระทรวงไอทีแห่งประเทศสารขัณฑ์ .. กร๊ากกกก ..) .. เจ้าไอโฟนของผมก็แสดงหมายเลขโทรเข้าแปลกๆ ที่ไม่มีใน Contact ของเครื่องผม พอกดรับสายที่บลูทูธเสียงจากปลายสายที่คุ้นหูก็ตะโกนสวนมา “เฮ้ย ไอ้พี่ชายสุดที่รัก คิดถึงเมิงมากเลยว่ะพี่ ผมกลับมาเมืองไทยแล้วนะ” ผมจำเสียงนี้ได้ดี เจ้าเอกนั่นเองที่โทรเข้ามา ยังนึกด่ามันแบบขำๆ อยู่ในใจว่าที่มันพูดมาในสายเมื่อกี๊นี้เนี่ยตกลงมันจะเคารพผมหรือเปล่าหว่า แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่ากับว่าเจ้าเอกของพวกพี่ๆ ขณะนี้มันกลับมาแล้ว

 

หลังจากเสวนากันโขมงโฉงเฉงอยู่พักนึงก็ได้ความว่าคืนนี้เรานัดเจอกันที่ร้านประจำที่เคยดื่มกินกันแถวเลียบทางด่วนเวลาประมาณสี่ทุ่มเป็นอันตกลงตามนั้น พวกผมออกจากออฟฟิศแถวย่านอโศก-สุขุมวิทราวๆ สองทุ่มครึ่งได้ บุกฝ่าการจราจรของค่ำวันศุกร์สิ้นเดือนที่ดูชุลมุนวุ่นวายราวกับเกิดจราจลกว่าไปถึงร้านกับครบทุกคันก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว จึงพากันเข้าไปจับจองโต๊ะประจำที่พวกเราเคยมานั่งเฝ้าดูฟุตบอลอังกฤษแข่งกันในวันเสาร์แทบทุกสัปดาห์จนเด็กๆ ในร้านถามว่าพี่มีหุ้นอยู่ในทีมกันเหรอเห็นแข่งจบทีไรแบ่งตังค์กันทีละเยอะๆ ทุกทีเลย แต่วันนี้เป็นวันศุกร์มันควรจะเป็นวันที่พวกเราจะต้องไปอาบน้ำนวดตัวกันต่างหาก พอมีการเปลี่ยนกิจกรรมของชายโสดแบบนี้ ก็เลยได้แต่นั่งทอดอารมณ์สอดส่ายสายตามองหาสาวๆ สวยๆ เดินไปเดินมาสลับกับรถราที่ยังวิ่งกันขวักไขว่แม้จะล่วงเลยไปจนย่างเข้ายามดึกดื่นค่ำคืนแล้วก็เถอะ

พวกเรานั่งละเลียดวิสกี้ของบักจอห์นนี่นักเดินไปได้ครึ่งขวดลิตรแล้ว เจ้าเอกก็ยังไม่มาซักที ผิวหน้าของพวกเราก็เริ่มตึงจนจะออกด้านๆ หน่อยแล้ว จากเริ่มคุยกันเบาๆ แค่พอได้ยินกันในโต๊ะ ก็เริ่มจะเสียงดังขึ้นเพราะหูของพวกเราก็เริ่มจะอื้อๆ ได้ยินอะไรไม่ค่อยชัดเจนจนหลายโต๊ะรอบข้างเริ่มหันมาชื่นชมพวกกันงุบงิบๆ แต่ถึงหูเราจะเริ่มเสียสมรรถภาพการรับฟัง แต่สายตาของพวกเรากลับดีขึ้นเพราะมองให้อะไรได้ยาวไกลมากขึ้นแปรผกผันตามอายุที่เหลือน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ


Picture : http://www.asia-bars.com

แต่แล้วอยู่ดีๆ ผู้ชายในร้านแทบทุกคนทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มมากหรือแม้กระทั่งหนุ่ม(เหลือ)น้อยก็พร้อมใจกันเงียบกริบ อ้าปากค้างจากภาพที่ปรากฎตรงหน้า สาวสวยหน้าหวานผิวขาวร่างเล็กเพรียวเรียวระหงในชุดแซ็ครัดรูปสั้นเสมอหู สีดำผ่าข้าง ด้านหลังเว้าลึกคอกว้างผ่าลงมาจนเห็นร่องอกเผยอเนินนูนอวบอิ่มขาวใสจนแทบจะหลุดทะลักออกมาด้านนอก กับหน้าท้องที่แบนราบก็ยิ่งช่วยเสริมเน้น curve รูปตัว S ของทรวดทรวงให้โดดเด่น ทั้งส่วนนูนอวบอิ่มในส่วนที่ควรจะนูน บวกกับส่วนเว้าเข้ารูปในส่วนที่ควรจะเว้า มันยิ่งช่วยเร่งเร้าเลือดลมในกายให้พลุ่งหล่านจนแทบกระฉูดออกมาในนาทีนั้นเสียเลยเธอย่างกรายดุจนางพญาจากหน้าร้านเดินตรงมาสุดทางเลี้ยวขวาผ่านสามแยกปากหมาที่โต๊ะพวกเราเข้ามาประจำการอยู่และทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดใกล้กับบาร์เครื่องดื่ม ผมมั่นใจว่าผู้ชาย 99.99% ที่นั่งอยู่ในร้านตอนนี้ไม่แต่เฉพาะที่มาคนเดียวนะ แม้แต่มากับแฟนหรือภรรยาคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะครอบครองเธอสักคืนกันทุกคนแน่ๆ เพราะเห็นหลายคนเริ่มวางฟอร์มสุนัขชราภาพ(หมาแก่)เข้าไปตีสนิททักทายเลี้ยงเครื่องดื่มกันหลายคน แต่ก็หน้าละห้อยกลับมาทุกคน ไม่รู้ว่าเธอพูดอะไรไปดับฝันค้างคืนของหนุ่มน้อยใหญ่เหล่านั้นกันนะ

ผมเริ่มหันไปตีสนิทชวนเธอคุยในฐานะที่โต๊ะของเธอกับโต๊ะของเราอยู่ใกล้กัน มุมนี้เป็นมุมที่โปรดปรานของพวกเรามาตั้งแต่สมัยร้านเปิดใหม่ๆ เป็นมุมประจำของสมาชิกในการเชียร์ฟุตบอลทีมโปรด ห่างไกลสายตาคนอื่นในการส่งงบประมาณสนับสนุนเจ้าของทีมที่ชนะการแข่งในคืนนั้นๆ เธอเองก็หยิบยื่นไมตรีให้กับผมเช่นกัน เพราะอาจจะเป็นแฟนทีมหงส์ปีกหักจากย่านเมอร์ซี่ไซด์เหมือนกัน กับเสียงเพลงที่ค่อนข้างดังพอสมควรจากดีเจสาวเสียงใสในเพลงไทยสไตล์มันๆ ทำให้ฟังเสียงกันไม่ค่อยได้ยินนัก อีกทั้งหูทั้งสองข้างของผมเองก็อื้ออึงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จากบักจอห์นนี่นักเดินที่พาช่วงเวลาดีๆ เดินมาจนเกือบหมดขวดลิตรแล้วในตอนนี้ พอจับความได้นิดหน่อยที่ว่าเธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศแล้วนัดเพื่อนรุ่นพี่ไว้ที่ร้านนี้ ผมเลยนึกขึ้นได้ว่านี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนี่นะทำไมเจ้าเอกมันยังไม่มาซะทีล่ะ ถ้ามันจะไม่มาก็ดี คืนนี้เผื่อลูกพี่อย่างผมจะโชคดีกับเค้าบ้างก็เป็นได้ เลยให้เพื่อนในทีมงานโทรตามเจ้าเอกโดยด่วนจะได้รู้ว่าจะมาหรือเปล่า? ส่วนผมก็เอาเวลาไปนั่งคุยกับสาวสวยอย่างน้องเอลลี่ดีกว่า

ผมเหมือนคนที่ดวงกำลังขึ้นนะ จะทำอะไรก็เข้าทางไปไปซะหมด ติดต่อเจ้าเอกก็ไม่ได้เพราะตัดไปเข้าระบบฝากข้อความซะทุกครั้ง ส่วนผมก็มึนจนเข้าที่ น้องเอลลี่ก็เมาจนเข้าทางแล้ว ก็คงจะถึงเวลาเดินทางไปสู่ประตูสวรรค์ชั้นสุดยอดของเรากันเสียทีสินะ ผมกับเพื่อนๆ เดินออกจากร้านพร้อมสายตาที่หลายสิบคู่ที่ได้แต่มองอย่างสอดรู้สอดเห็นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากและซุบซิบกัน ผมคิดว่าคงจะอิจฉาในความโชคดีของผมที่จะได้ใช้เวลาแห่งค่ำคืนนี้กับนางฟ้าผู้เลอโฉม พวกเราแยกกันที่หน้าร้านกลับสู้บ้านใครบ้านมัน เพียงแต่คืนนี้ผมไม่ได้กลับคนเดียวเท่านั้น

Picture : http://www.poolprop.com

ซีรี่ย์เจ็ดจากเยอรมันสีดำเงาวับขับเลี้ยวเข้ามาจอดที่คอนโดสูงเสียดฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านถนนพระรามสามอันเป็นนิวาสสถานพักพิงชั่วคราวในเวลาที่ผมต้องการอยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตน เรียกได้ว่าเป็นเซฟเฮ้าส์สำคัญของผมเลยก็ว่าได้บนชั้นที่ 40 ที่มีเพียง 8 ห้องกับวิวแม่น้ำสายหลักที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศในยามค่ำคืน กับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นพร้อมแสงไฟสลัวที่สาดแสงนุ่มออกจากผนังห้องน้ำที่เป็นกระจกฝ้ามันดูช่างน่าหลงใหลเป็นยิ่งนัก ระเบียงกว้างที่จัดสวนญี่ปุ่นไว้อย่างสวยงามพร้อมน้ำตกเล็กๆ ที่ส่งเสียงแผ่วๆ ตลอดทั้งคืนก็หันมากระทบกับแสงจันทร์ที่ส่องสาดอาบแสงอุ่นไปทั่งบริเวณ พลาสม่าทีวีที่ติดอยู่บนผนังอยู่ในสถานะแสตนด์บาย โซฟาเบดที่จัดเรียงเข้ามุมไว้อย่างลงตัวกับแสงไฟดาวน์ไลท์สีทังสเตนเหลืองอุ่นที่ถูกปรับระดับลดลงให้มองเห็นกันแค่เงาของแสงอ่อนจากระเบียงที่กระทบเข้ากับเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของสาวสวยที่มานอนเคลียคลอด้วยกันบนเตียงหนานุ่มขนาดคิงส์ไซส์มันยากที่จะหาคำไหนมาอธิบายถึงความสุขนี้ได้อีกแล้ว


Picture : http://www.heyday.co.th

ความสุขตลอดค่ำคืนอันยาวนานจนกาลเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ ผมร่วงผลอยหมดสภาพหลับไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ของบักจอห์นนี่หรือเพราะเสียพลังงานไปเยอะตลอดค่ำคืนนี้ก็ไม่รู้ ลืมตามาอีกทีแดดอ่อนๆ ก็สาดส่องลอมช่องของผ้าม่านสีเข้มเข้ามากระทบกับใบหน้าอันยับยู่ยี่ของผม ดูจากสภาพห้องแล้วเมื่อคืนคงมีสงครามย่อมๆ เกิดขึ้นกันที่นี่เป็นแน่แท้ เสื้อผ้าของผมกองเกลื่อนกระจัดกระจายไปคนละทางสองทาง หันมาดูตัวเราทำไมไม่ใส่เสื้อผ้านอนล่ะ พลันเริ่มลำดับเหตุการณ์ สติเริ่มกลับคืนมาความทรงจำสีจางๆ ก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย น้องเอลลี่หายไปแล้ว นึกว่าฝันไปซะอีกนี่ผมเป็นคนที่โชคดีหรือนี่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงจากปลายสายตะโกนกระเซ้ามาว่าสบายตัวเลยล่ะสิ วันนี้หยุดงานหรือไง เมื่อคืนไม่พอเหรอ? ก็คุยกันไปตามประสาแล้วก็ทิ้งท้ายด้วยการทำสัญญาปากเปล่าเพื่อสนับสนุนทีมฟุตบอลจากอังกฤษอีกคู่ในคืนนี้

หลังวางสายจากหมู่มวลมหาสมาชิกร่วมแก๊งค์ไปได้ไม่นาน ผ่านการชำระล้างคราบไคลที่เกาะเกี่ยวเหนียวตัวอยู่ทั้งคืนออกไปเสียบ้าง แล้วจะได้มาเพลิดเพลินกับกาแฟหอมกรุ่นรสเข้มในสายๆ วันหยุดแบบนี้กับข่าวสารบ้านเมืองจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ให้สุขกายสบายอุราเสียหน่อย พร้อมกันก็เอื้อมมือไปกดรีโมทเปิดเครื่องเสียงชุดโฮมเธียเตอร์ที่ติดตั้งระบบเสียง 3D Surround DVB T2 THX DTS อะไรสารพัดที่เซลล์ขายเครื่องเสียงสาธยายเป็นคุ้งเป็นแควให้ฟัง ทั้งที่ผมไม่เข้าใจที่เค้าพูดเลยสักอย่าง แค่มันฟังวิทยุ ดูหนังบลูเรย์ได้ ร้องคาราโอเกะเพลินๆ ได้ก็โอเคแล้วสำหรับผมเนื้อร้องของเพลงแรกจากเครื่องเสียงราคาเกือบเรือนแสนที่ลอยกระทบโสตประสาท มันทำให้ผมสะดุดกึกกับเพลงไทยสมัยนี้ ..

... 
ฉันเป็นกะเทย รักใครไม่เคยนอกใจ
ปลอมแค่เพียงกาย แต่ว่าหัวใจข้างในไม่ปลอม
รักฉันได้ไหม ฉันมีแต่ให้ ฉันมีแต่ยอม
ดอกไม้ปลอม ปลอม รอคนเมตตาเข้ามาดอมดม
...
ถึงเป็นกะเทย ฉันก็ไม่เคยนอกใจ
ปลอมแค่เพียงกาย แต่ว่าหัวใจข้างในไม่ปลอม
รักฉันได้ไหม ฉันมีแต่ให้ ฉันมีแต่ยอม
ดอกไม้ปลอม ปลอม รอคนเมตตาเข้ามาดอมดม
ผู้หญิงปลอม ปลอม รอคนเมตตาเข้ามารักกัน

รู้สึกว่ามันช่างเปิดเผยจนเป็นที่ยอมรับกันในสังคมไปแล้วล่ะมั๊ง สมัยนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป สิทธิในการเลือกเพศ เลือกที่จะเป็นเพศไหนมันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสังคมสมัยใหม่ไปแล้ว มีทั้งศิลปิน นักแสดง บุคคลสาธารณะ ไอดอลของหลายๆ คนก็ออกมาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงกันดาษดื่น เรื่องนี้ผมไม่ขอยุ่งแล้วกัน(เลียนแบบคุณริว จิตสัมผัสสักหน่อย .. ฮ่าๆๆ)

จู่ๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเจ้าเอกไม่ได้มาตามนัดนี่นา เลยกดโทรศัพท์ไปหาเจ้าเอกตามเบอร์ใน List ก็ได้ยินเสียงรอสายบอก บอก บอกว่าให้รอ .. ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ .. เอ๊ย .. บริการรับฝากข้อความของหมายเลข ศูนย์ X-XXXX-XXXX กรุณาฝากข้อความหลังจากได้ยินสัญญาณ .. ตู๊ดดดดดด ..ผมโทรอยู่เป็นสิบครั้งแต่ก็ฝากข้อความทุกครั้ง จนเริ่มท้อเลยเดินไปหาเสื้อผ้าใส่จะได้ออกไปหาอะไรกินเป็นมื้อกลางวันแล้วจะได้เข้าออฟฟิศไปเอางานกลับมาทำในวันหยุดอีกสักหน่อย ปีใหม่จะได้มีเวลาเที่ยวได้หลายๆ วัน แต่สายตาก็ต้องไปสะดุดเอากับเจ้า Samsung Galaxy S3 วางทิ้งไว้ที่หน้าโต๊ะข้างเตียง ไม่ใช่ของผมแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นของน้องเอลลี่ ผมก็ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่า เธออาจทิ้งโทรศัพท์ไว้เผื่อจะได้ติดต่อกลับมาเพื่อนัดเจอกันอีกหรือเปล่า? .. ฝันหวานไปอย่างนั้นแหละ .. แต่โทรศัพท์ปิดอยู่นี่นาแล้วจะติดต่อกันได้ยังไง ..? ผมเลยรีบเปิดโทรศัพท์ของน้องเอลลี่เผื่อเธออาจจะโทรเข้ามาแล้ว ..

ทันทีที่เจ้า Samsung ของน้องเอลลี่แสตนด์บาย ก็มีข้อความตัวอักษรจากศูนย์ข้อความของผู้ให้บริการส่งเข้ามาบอกว่ามีสายที่ไม่ได้รับนับสิบสาย ผมก็รีบเปิดอ่านข้อความ .. แล้วก็พาลจะเป็นลม วิงเวียนหน้ามืด ยืนนิ่งมือเท้าเย็นเฉียบ ตกใจที่สุดตั้งแต่เกิดมาในชีวิตลูกผู้ชายทั้งแท่งของผม ..

เพราะหมายเลขที่แสดงอยู่ต่อสายตาของผมนั้น .. มันคือ ..

. . . ห ม า ย เ ล ข โ ท ร ศั พ ท์ ข อ ง ผ ม เ อ ง   . . ! ! ! ! . . .

...

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ.2557 เวลา 12:36 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass